เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

เคยท้องนอกมดลูก ผ่าตัดปีกมดลูก อยากท้องใหม่ควรตรวจอะไรบ้าง ?

สูตินรีแพทย์แจ้งให้คู่สมรสทราบว่าฝ่ายหญิงมีภาวะท้องนอกมดลูก

Key takeaway / Summary of topic answer

สำหรับผู้หญิงที่มีประวัติท้องนอกมดลูก การตรวจภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำเร็จ ทั้งการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติหรือผ่านการทำ ICSI การตรวจควรครอบคลุมถึงการประเมินสุขภาพของมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และตรวจหาภาวะอักเสบหรือพังผืดที่อาจส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อน การวางแผนการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ก่อนตั้งครรภ์จะช่วยให้ป้องกันการท้องนอกมดลูกซ้ำ และทำให้การตั้งครรภ์ปลอดภัยมากขึ้น

Table of Contents

การกลับมาวางแผนตั้งครรภ์หลังเคยท้องนอกมดลูก เป็นช่วงเวลาที่หลายคนต้องใช้ทั้งความเข้าใจร่างกาย ความกล้า และข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง เพราะแม้เหตุการณ์จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ระบบสืบพันธุ์ยังคงต้องการการประเมินอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตั้งครรภ์ในครั้งถัดไปมีความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเกิดซ้ำให้น้อยที่สุด

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยสามารถตั้งครรภ์ได้อีกครั้งหลังท้องนอกมดลูก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติหรือการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “รู้สถานะจริงของร่างกาย” และ “เลือกแนวทางที่เหมาะกับตนเอง” ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการท้องนอกมดลูกซ้ำและทำให้การตั้งครรภ์ครั้งใหม่ดำเนินไปอย่างราบรื่น

อาการและผลข้างเคียงของการท้องนอกมดลูก

การท้องนอกมดลูกหรือ Ectopic Pregnancy เกิดขึ้นเมื่อการฝังตัวของตัวอ่อนไม่ได้เกิดในโพรงมดลูก แต่ไปฝังอยู่บริเวณอื่น เช่น ท่อนำไข่ ปากมดลูก หรือช่องท้อง ซึ่งตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือท่อนำไข่ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ไข่ต้องเดินทางผ่านก่อนเข้าสู่โพรงมดลูก

สำหรับวิธีการรักษา จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการเป็นหลัก โดยวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป ได้แก่ การใช้ยารักษา การผ่าตัดแบบเก็บท่อนำไข่ไว้ และการผ่าตัดท่อนำไข่ออก ซึ่งหลังการผ่าตัด ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากรังไข่ยังทำงานได้ตามปกติ และท่อนำไข่ที่เหลืออยู่ยังเพียงพอต่อการรับไข่จากรังไข่ได้

อาการท้องนอกมดลูกในระยะเริ่มต้น

ในระยะแรก อาการอาจคล้ายการตั้งครรภ์ปกติ ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น

  • ปวดท้องน้อยหรือปวดหน่วงบริเวณท้องด้านใดด้านหนึ่ง
  • มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ สีเข้มหรือออกกะปริดกะปรอย
  • เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้
  • ระดับฮอร์โมน hCG เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มช้ากว่าการตั้งครรภ์ปกติ

อาการระยะรุนแรงที่ต้องรีบไปพบแพทย์

หากปล่อยให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตต่อไปในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ท่อนำไข่แตกและเกิดเลือดออกในช่องท้องรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับอาการของระยะนี้ ได้แก่

  • ปวดท้องรุนแรงและเฉียบพลัน
  • ปวดร้าวไปที่หัวไหล่และหลัง
  • หน้ามืด เป็นลม จากการเสียเลือดภายในช่องท้อง

ผลข้างเคียงระยะยาวหลังท้องนอกมดลูก

แม้จะได้รับการรักษาในภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดท่อนำไข่ แต่การท้องนอกมดลูกอาจทิ้งผลกระทบระยะยาวไว้กับสุขภาพของฝ่ายหญิงได้ เช่น

  • การเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน
  • ท่อนำไข่ตีบตันหรือไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงท้องนอกมดลูกซ้ำ
  • ความเครียด ความกลัว และความไม่มั่นใจในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ผลกระทบเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การตรวจภาวะเจริญพันธุ์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์อีกครั้งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารก

มีประวัติท้องนอกมดลูกแล้วอยากวางแผนตั้งครรภ์ VFC Center ยินดีให้คำปรึกษา

 

แนวทางการตรวจภาวะเจริญพันธุ์เพื่อวางแผนตั้งครรภ์หลังท้องนอกมดลูก

 

การตรวจภาวะเจริญพันธุ์เพื่อวางแผนตั้งครรภ์หลังท้องนอกมดลูก

ผู้หญิงที่เคยมีประวัติท้องนอกมดลูกควรได้รับการตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียดกว่าผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ทั่วไป เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ตั้งครรภ์ได้” แต่ต้อง “ตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย” เพราะผู้ที่เคยท้องนอกมดลูกมาก่อน จะมีความเสี่ยงการเกิดซ้ำอยู่ที่ 10-15% ซึ่งการตรวจภาวะเจริญพันธุ์ที่สำคัญ มีดังนี้

การตรวจเลือดและโรคติดต่อ

การตรวจพื้นฐานที่ช่วยประเมินความพร้อมของร่างกายและลดความเสี่ยงต่อแม่และทารก ประกอบด้วย

  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • หมู่เลือดและ Rh
  • การติดเชื้อ HIV ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ
  • ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน
  • การคัดกรองธาลัสซีเมียและโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ

การตรวจระดับฮอร์โมนเพศหญิงและคุณภาพไข่

ฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการตกไข่และการตั้งครรภ์ มักตรวจในวันที่ 2-3 ของรอบเดือนเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ ประกอบด้วย

  • ตรวจฮอร์โมน FSH และ LH เพื่อประเมินการทำงานของรังไข่
  • ตรวจฮอร์โมน Estradiol เพื่อดูสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง
  • ตรวจฮอร์โมน Prolactin ซึ่งหากสูงผิดปกติอาจรบกวนการตกไข่
  • ตรวจฮอร์โมน AMH เพื่อประเมินปริมาณและคุณภาพไข่ที่เหลืออยู่

การตรวจอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด

เป็นการตรวจเพื่อประเมินอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ประกอบด้วย

การตรวจสภาพท่อนำไข่และโพรงมดลูก

การตรวจสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติการท้องนอกมดลูกโดยเฉพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดซ้ำ ประกอบด้วย

  • การฉีดสีท่อนำไข่ (HSG หรือ Hysterosalpingography) เพื่อดูว่าท่อนำไข่ข้างที่เหลือเปิดปกติหรือไม่
  • การส่องกล้องผ่านทางช่องท้อง (Laparoscopy) เพื่อดูพังผืดหรือการอักเสบโดยตรง
  • การส่องกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เพื่อหาสาเหตุที่อาจทำให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัว

การตรวจเพิ่มเติมเฉพาะกรณี

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจต้องได้รับการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา เช่น

  • การตรวจ ERA Test เพื่อประเมินความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในผู้ที่ทำ ICSI แล้วไม่สำเร็จหลายครั้ง
  • การตรวจอสุจิและคุณภาพ DNA ของอสุจิฝ่ายชาย

การตรวจหลังการตั้งครรภ์

แม้จะตั้งครรภ์สำเร็จแล้ว แต่ผู้หญิงที่เคยท้องนอกมดลูกก็ควรได้รับการตรวจระดับ Beta-hCG ประเมินอีก 48 ชั่วโมงต่อมาเพื่อประเมินระดับการเพิ่มขึ้นของ hCG อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ และทำอัลตราซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าการตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกอย่างที่ควรจะเป็น

สอบถามแพ็กเกจตรวจภาวะเจริญพันธุ์ก่อนตั้งครรภ์ที่ VFC Center

 

การฉีดสีท่อนำไข่เพื่อตรวจภาวะเจริญพันธุ์หลังท้องนอกมดลูก

 

วิธีป้องกันการท้องนอกมดลูกตั้งแต่วางแผนตั้งครรภ์ครั้งแรก

แม้ว่าการท้องนอกมดลูกจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่เบื้องต้น คุณสามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่การวางแผนตั้งครรภ์ครั้งแรกโดยใช้แนวทางเหล่านี้

  • ตรวจสุขภาพระบบสืบพันธุ์ก่อนวางแผนมีบุตร : ช่วยให้แพทย์ประเมินความพร้อมของมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาหรือเลือกวิธีตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยได้ตั้งแต่เริ่มต้น
  • ป้องกันการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (PID) : การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานทำให้ท่อนำไข่อักเสบ ตีบ หรือเกิดพังผืด สามารถป้องกันได้ด้วย 3 แนวทางสำคัญ
    • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    • เข้ารับการรักษาเมื่อมีตกขาวผิดปกติหรืออาการอักเสบ
    • หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำลายการทำงานของท่อนำไข่ : สารนิโคตินในบุหรี่ส่งผลต่อการทำงานของเส้นขนเล็ก ๆ (Cilia) ในท่อนำไข่ ทำให้การเคลื่อนที่ของไข่และตัวอ่อนผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงการฝังตัวผิดตำแหน่ง
  • วางแผนตั้งครรภ์ด้วยวิธีที่เหมาะสม : หากตรวจพบว่าท่อนำไข่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำ ICSI เพื่อลดบทบาทของท่อนำไข่ และลดความเสี่ยงการท้องนอกมดลูกได้ตั้งแต่เริ่มต้น
  • ตรวจยืนยันตำแหน่งการตั้งครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น : เมื่อตรวจพบว่าตั้งครรภ์ ควรตรวจระดับฮอร์โมน Beta-hCG และทำอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดในช่วงอายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ เพื่อยืนยันว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ในโพรงมดลูกจริง

การมีประวัติท้องนอกมดลูกไม่ได้หมายความว่าคุณหมดโอกาสมีบุตร แต่หมายความว่าการวางแผนตั้งครรภ์ครั้งต่อไปต้องอาศัยความเข้าใจร่างกาย การตรวจภาวะเจริญพันธุ์อย่างครบถ้วนและการรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ตั้งแต่ต้น ช่วยให้เลือกแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติหรือการทำ ICSI และช่วยให้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของลูกน้อยเป็นไปอย่างมั่นใจมากขึ้น

วางแผนตรวจภาวะเจริญพันธุ์และตรวจความพร้อมมีบุตรที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เราพร้อมดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลตั้งแต่วันแรก แก้ปัญหาตรงจุด เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามที่หวังไว้

บทความโดย แพทย์วนากานต์ สิงหเสนา

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจภาวะเจริญพันธุ์หลังท้องนอกมดลูก (FAQs)

ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อพิจารณาใช้เทคโนโลยีการทำ ICSI หรือการใช้วิธีอื่น ๆ ที่เหมาะสมเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ควรตรวจหลังจากการฝังตัวอ่อนประมาณ 10-14 วัน เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์และติดตามการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนอย่างใกล้ชิด

ยังสามารถตั้งครรภ์ตามธรรมชาติหากท่อนำไข่ข้างที่เหลือยังทำงานได้ดี แต่จำเป็นต้องประเมินสุขภาพระบบสืบพันธุ์ก่อนเพื่อความปลอดภัย

การผ่าตัดท่อนำไข่อาจลดอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว

Dr. Wannakan Singhasena, a fertility specialist in Thailand

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.