ฮอร์โมนเพศหลายชนิดมีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ และสามารถช่วยรักษาภาวะมีบุตรยากได้ ยิ่งถ้าขาดฮอร์โมนเพศบางอย่างไป ก็อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของไข่ อสุจิ รวมถึงการตกไข่ จนเกิดเป็นภาวะมีบุตรยากในที่สุด
ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับฮอร์โมนเพศกับการตั้งครรภ์ ซึ่งครอบคลุมถึงฮอร์โมน FSH, LH และ E2 แต่ฮอร์โมนเหล่านี้คืออะไร ไปทำความเข้าใจพร้อมกันในบทความนี้
นัดหมายพูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
มีฮอร์โมนใดบ้างที่มีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ ?
ฮอร์โมน FSH คืออะไร ?
ฮอร์โมน FSH เป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญกับทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมน FSH จะมีหน้าที่กระตุ้นการเจริญของไข่ในผู้หญิง ส่วนในเพศชายจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและการพัฒนาของอัณฑะในการสร้างอสุจิ
ความสัมพันธ์ของฮอร์โมน FSH กับการตั้งครรภ์
ฮอร์โมน FSH เป็นฮอร์โมนที่สามารถใช้คาดการณ์ว่า ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมีภาวะเจริญพันธุ์หรือมีความสามารถในการตั้งครรภ์อยู่ที่ระดับใด ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์จะมีฮอร์โมน FSH ไม่เกิน 10 mIU/ml แต่หากพบว่าค่า FSH สูงกว่า 10 mIU/ml ขึ้นไป นั่นอาจหมายความว่า ร่างกายหลั่งฮอร์โมนนี้มากกว่าปกติ เพื่อพยายามให้ฮอร์โมนเพศหญิงเกิดความสมดุล ซึ่งในทางเดียวกัน ยังอาจบ่งบอกได้ว่า รังไข่ของเพศหญิงเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
ฮอร์โมน Estradiol Hormone (E2) คืออะไร?
ฮอร์โมน Estradiol Hormone หรือ E2 เป็นฮอร์โมนหลักในกลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ทำหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ รวมถึงการก่อตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกและรอบประจำเดือน
ความสัมพันธ์ของฮอร์โมน E2 กับการตั้งครรภ์
หากฮอร์โมน E2 มีความผิดปกติ หรือไม่สมดุลจะส่งผลถึงระยะรอบของประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ และทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ อีกทั้งยังสามารถบ่งบอกได้ถึงภาวะรังไข่ทำงานผิดปกติ รวมถึงภาวะวัยทองได้ นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเนื่องจากการตกไข่ที่ผิดปกติด้วย
ฮอร์โมน Luteinizing Hormone (LH) คืออะไร ?
ฮอร์โมน Luteinizing Hormone หรือ LH เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นรังไข่ในเพศหญิงเพื่อให้ไข่สุก และตกไข่ รวมถึงกระตุ้นอัณฑะเพศชายให้มีการสร้างอสุจิ
ความสัมพันธ์ของฮอร์โมน LH กับการตั้งครรภ์
การตรวจระดับฮอร์โมน LH จะช่วยให้รู้ว่า ร่างกายของผู้หญิงมีความพร้อมที่จะตั้งครรภ์หรือไม่ เนื่องจาก ระดับฮอร์โมน LH จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนถึงวันไข่ตก ซึ่งหากตรวจพบว่าระดับฮอร์โมน LH สูงขึ้น ก็จะหมายความว่าร่างกายพร้อมตั้งครรภ์และจะเกิดการตกไข่ภายใน 12 – 36 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าจะช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สำเร็จสูงขึ้น

ความสำคัญของการตรวจระดับฮอร์โมนเพศในการรักษาภาวะมีบุตรยาก
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศกับการตั้งครรภ์ เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนครอบครัว เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่สมดุลคือหัวใจหลักที่ช่วยให้การปฏิสนธิและการฝังตัวเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ช่วยวินิจฉัยสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างแม่นยำ
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศมีความสำคัญกับการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยสาเหตุของภาวะมีบุตรยากได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เช่น
- ระดับฮอร์โมน FSH ที่ผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยอันควรในผู้หญิง หรือภาวะไม่มีอสุจิในน้ำเชื้อสำหรับผู้ชาย
- ระดับฮอร์โมน E2 ต่ำ อาจทำให้ไม่เกิดการตกไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หนาตัวเพียงพอ และส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
- ระดับฮอร์โมน LH ต่ำ หรือผิดปกติ อาจนำไปสู่ภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง
2. ช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ผลการตรวจฮอร์โมนเพศกับการตั้งครรภ์ ช่วยให้แพทย์ออกแบบโปรแกรมการรักษาที่ “เฉพาะเจาะจง” สำหรับแต่ละบุคคล (Personalized Medicine) โดยเฉพาะการคำนวณปริมาณยากระตุ้นไข่ให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับยาเกินขนาดและเพื่อให้ได้เซลล์ไข่ที่มีคุณภาพที่สุด
3. ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จจากการทำ IVF และ ICSI
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับการตั้งครรภ์ ทั้งวิธีการทำ IVF และ ICSI เนื่องจากแพทย์จะสามารถตรวจสอบระดับฮอร์โมนเพศเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของเพศหญิงพร้อมสำหรับการผสมเทียมหรือไม่ และเลือกเวลาที่เหมาะสมสำหรับการย้ายตัวอ่อนที่สุดได้
4. ช่วยติดตามผลการรักษาภาวะมีบุตรยาก
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศ จะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามผลการรักษาของภาวะมีบุตรยากได้ โดยระดับฮอร์โมนบางอย่างที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ประเมินได้ว่า การรักษามีประสิทธิภาพหรือไม่ สร้างผลลัพธ์ที่ดี หรือสร้างผลเสียต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะสมได้
นัดหมายพูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
เมื่อทราบแล้วว่า ฮอร์โมน FSH, LH และ E2 คือกลไกสำคัญต่อการตั้งครรภ์ และรักษาภาวะมีบุตรยากให้สำเร็จได้อย่างไร สำหรับคู่รักที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจให้กับการตั้งครรภ์ และกำลังมองหาคลินิกปรึกษามีบุตรยากที่ไหนดี สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) ได้เลย เราให้บริการครอบคลุม ทั้งการให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการได้มาตรฐานระดับสากล และได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีเวชแห่งประเทศไทย
บทความโดย แพทย์หญิงศรมน ทรงวีรธรรม
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ได้ที่
VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
Hotline: 082-903-2035
LINE Official: @vfccenter
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศกับการตั้งครรภ์ (FAQs)
ค่าฮอร์โมน FSH สูง แปลว่าตั้งครรภ์ยากแน่นอนหรือไม่ ?
แม้ค่า FSH ที่สูงจะสะท้อนถึงภาวะรังไข่เสื่อมหรือปริมาณไข่สำรองที่ลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดโอกาสตั้งครรภ์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากแพทย์จะใช้การตรวจค่า AMH และการนับฟองไข่ตั้งต้น (AFC) ผ่านการอัลตราซาวนด์มาร่วมประเมินด้วย หากยังพบฟองไข่ที่มีคุณภาพก็ยังสามารถวางแผนรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น การทำ IVF หรือ ICSI เพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สำเร็จได้
ระดับฮอร์โมน E2 (Estradiol) มีความสัมพันธ์อย่างไรกับการทำ IVF และ ICSI ?
ในการทำ IVF หรือ ICSI แพทย์จะติดตามระดับฮอร์โมน E2 อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินการตอบสนองของถุงไข่ต่อยาที่ได้รับ โดยระดับ E2 จะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนและความสมบูรณ์ของไข่ นอกจากนี้ยังช่วยให้แพทย์กำหนดช่วงเวลาการเก็บไข่ที่เหมาะสมที่สุด และใช้ประเมินความพร้อมของผนังมดลูกก่อนการย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการฝังตัวให้สำเร็จ
การตรวจพบระดับฮอร์โมน LH พุ่งสูง (LH Surge) ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างไร ?
เมื่อระดับฮอร์โมน LH พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากระบวนการตกไข่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน 12-36 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไข่มีความพร้อมสำหรับการปฏิสนธิมากที่สุด การทราบระดับ LH จึงช่วยให้คู่รักวางแผนการมีเพศสัมพันธ์ หรือช่วยให้แพทย์กำหนดเวลาในการฉีดเชื้อสำหรับการทำ IUI ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สำเร็จสูงขึ้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์




No Comments
Sorry, the comment form is closed at this time.