เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

รู้จักกระบวนการ ERA Test ตอบชัดคืออะไร ? เหมาะกับใคร ?

ผู้หญิงชักชวนไปตรวจ ​ERA Test หรือตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก

Table of Contents

Key Takeaway:

ERA Test คือกระบวนการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลึกลงไปถึงระดับยีน เพื่อหาช่วงเวลาที่มดลูกเปิดรับการฝังตัวของตัวอ่อนได้ดีที่สุด กระบวนการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ หรือมีตัวอ่อนจำนวนจำกัด เพื่อให้แพทย์สามารถนำผลลัพธ์มาวางแผนกำหนดวันย้ายตัวอ่อนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับคู่แต่งงานที่พยายามตั้งครรภ์ด้วยวิธีทางธรรมชาติมาได้สักพักแต่ยังคงล้มเหลว อาจมีสาเหตุมาจาก “ช่วงเวลาความพร้อมของมดลูก” ที่ไม่ตอบสนองต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน มีการนำเทคนิคใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในการรักษา เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งกระบวนการ ERA Test ก็คือหนึ่งในวิธียอดนิยมที่หลาย ๆ คู่รักเลือกใช้ มาทำความเข้าใจเพิ่มเติมกันว่า ERA Test คืออะไรให้มากขึ้นในบทความนี้

ผู้หญิงชักชวนไปตรวจ ​ERA Test หรือตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก

การตรวจ ERA Test คืออะไร ?

การตรวจ ERA Test (Endometrial Receptivity Analysis) คือกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในการฝังตัวของตัวอ่อน โดยจะเริ่มจากการกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) โดยให้ฮอร์โมนเพศหญิงหรือโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะใช้เวลา 5 วันโดยประมาณ หลังจากนั้นจะทำการผ่าตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาวินิจฉัย (Biopsy) โดยจะเป็นส่วนของเนื้อเยื่อของโพรงมดลูก จากนั้นนำมาวิเคราะห์การแสดงออกของยีน (Gene Expression) ที่มีกว่า 248 ยีน เพื่อหาช่วงเวลาที่แม่นยำในการเคลื่อนย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อน และนำไปสู่การตั้งครรภ์ในที่สุด

การตรวจ ERA Test จำเป็นหรือไม่ ทำไมต้องตรวจ ?

การตรวจ ERA Test จำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในผู้หญิงที่กำลังวางแผนการมีบุตร เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ลองวิธีทางธรรมชาติมานานแต่ยังไม่มีบุตร รวมถึงผู้ที่เคยย้ายตัวอ่อนสู่โพรงมดลูกมาก่อนแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งอาจประเมินได้ว่า เยื่อบุโพรงมดลูกอาจมีปัญหาและไม่พร้อมในการฝังตัวของตัวอ่อนในขณะนั้น

ประโยชน์ของการตรวจ ERA Test คืออะไร ?

  • เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก เนื่องจากสามารถระบุช่วงเวลาที่ผนังมดลูกพร้อมในการฝังตัวอ่อนได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงการฝังตัวอ่อนในช่วงที่ผนังมดลูกไม่พร้อม
  • เพิ่มความแม่นยำในการรักษา ช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แพทย์ให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจ ​ERA Test กับการย้ายตัวอ่อน

ขั้นตอนการตรวจ ERA Test ต้องทำอย่างไร ?

สำหรับกระบวนการทำ ERA Test เพื่อตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก ประกอบไปด้วยขั้นตอนที่ละเอียดและต้องดำเนินการอย่างแม่นยำ โดยสรุปได้ดังนี้

  • เตรียมผนังมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวอ่อน โดยให้ผู้เข้ารับการรักษารับประทานยากระตุ้นการตกไข่
  • รอจนกว่าผนังมดลูกจะหนาขึ้นถึง 8-10 มิลลิเมตร
  • เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้นแล้ว จะทำการเริ่มให้ยาโปรเจสเตอโรนเป็นเวลา 5 วัน
  • ทำการตัดหรือดูดเก็บเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อส่งตรวจหาการแสดงออกของยีน (Gene Expression)ในวันที่เราวางแผนจะใส่ตัวอ่อน เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการย้ายตัวอ่อน แล้วยกเลิกการใส่ตัวอ่อนในรอบนั้น พร้อมรอผลการตรวจ

ปรึกษาแนวทางการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกกับ VFC Center

เงื่อนไขของตัวอ่อนที่เหมาะกับกระบวนการทำ ERA Test

เนื่องจากกระบวนการทำ ERA Test คือการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกต่อการฝังตัวของตัวอ่อน จึงจำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขบางประการที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสม โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 เงื่อนไขสำคัญ ดังนี้

  • ระยะการเติบโตของตัวอ่อนที่เหมาะสม สำหรับตัวอ่อนที่จะใช้ย้ายไปสู่โพรงมดลูก จะต้องเป็นตัวอ่อนในระยะวันที่ 5-6 หรืออยู่ในระยะบลาสโตซิสต์(Blastocyst Stage) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการพัฒนา และมีความพร้อมในการฝังตัวไปกับโพรงมดลูกได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด
  • ความปกติของโครโมโซม ตัวอ่อนที่เหมาะสมมากที่สุดต่อการตั้งครรภ์ จะต้องมีผลตรวจโครโมโซมที่ปกติ เพื่อให้มีโอกาสในการฝังตัว และลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งในอนาคต

จึงหมายความว่า การทำ ERA Test ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องไม่พึ่งพาแค่ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีตัวอ่อนที่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งระยะการเติบโต ตลอดจนความปกติของโครโมโซม เพื่อให้สามารถเกิดการตั้งครรภ์ได้อย่างสมบูรณ์

ผลการตรวจ ERA Test

สำหรับผลการตรวจ ERA Test สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ระยะที่เหมาะสม (Receptive) เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมในการฝังตัวอ่อน
  • ระยะไม่พร้อม (Non-receptive) เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมในการฝังตัวอ่อน
  • ระยะไม่ชัดเจน (Inconclusive) ผลการตรวจไม่ชัดเจน อาจต้องตรวจซ้ำอีกครั้ง

ข้อมูลจากผลการประเมินทั้ง 3 ระยะนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนรักษา เพราะความสอดคล้องของผลตรวจ ERA Test กับการย้ายตัวอ่อนจะช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดช่วงเวลา (Timing) ที่เยื่อบุโพรงมดลูกเปิดรับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสฝังตัวของตัวอ่อนให้สำเร็จในการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ในรอบถัดไป

การตรวจ ERA TEST เหมาะกับใคร ?

กระบวนการทำ ERA Test เพื่อตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดและแม่นยำสูง โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้

  • คนที่มีประวัติการย้ายตัวอ่อนที่มีคุณภาพดี มีผนังมดลูกปกติแต่ก็ยังไม่ตั้งครรภ์
  • คนที่มีตัวอ่อนจำนวนน้อย ทำให้ต้องมีการวางแผนอย่างดีที่สุด เพื่อใช้ตัวอ่อนอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การตรวจ ERA TEST ราคาเท่าไร ?

ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำ ERA Test ในปัจจุบันจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิกหรือโรงพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะอยู่ระหว่าง 45,000-65,000 บาท ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขอบเขตของการตรวจ เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ และบริการเสริมอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ให้สูงสุด แพทย์มักแนะนำให้ตรวจควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในโพรงมดลูกด้านอื่น ๆ ซึ่งสามารถทำไปพร้อมกันได้ในการเก็บตัวอย่างครั้งเดียว ได้แก่

  • EMMA (Endometrial Microbiome Metagenomic Analysis): การตรวจวิเคราะห์สมดุลของจุลินทรีย์ในโพรงมดลูก เพื่อดูว่ามีปริมาณแบคทีเรียที่ดี (Lactobacillus) เพียงพอต่อการฝังตัวของตัวอ่อนหรือไม่
  • ALICE (Analysis of Infectious Chronic Endometritis): การตรวจวิเคราะห์เชื้อแบคทีเรียก่อโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis) ซึ่งอาจส่งผลต่อการติดและการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

การเลือกตรวจทั้ง ERA, EMMA และ ALICE ร่วมกัน จะช่วยให้ประเมินความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างครอบคลุม ทั้งในเรื่องของ “เวลา” ที่เหมาะสมและ “สภาวะ” ที่เอื้อต่อการฝังตัว ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียตัวอ่อนที่มีคุณภาพไปโดยเปล่าประโยชน์

เลือกตรวจ ERA TEST ที่ไหนดี ?

  • บุคลากรทางการแพทย์ ควรเลือกศูนย์ที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่มีประสบการณ์ในการทำ ERA Test โดยเฉพาะ
  • เทคโนโลยีทันสมัย ควรมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล สำหรับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ
  • อัตราความสำเร็จ ควรตรวจสอบอัตราความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากของสถานพยาบาลแห่งนั้น
  • คุณภาพของห้องปฏิบัติการ ต้องได้มาตรฐาน เพื่อการวิเคราะห์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
  • บริการน่าเชื่อถือ มีการให้คำปรึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม พร้อมดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ

ปรึกษาแนวทางการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกกับ VFC Center

ERA Test คือหนทางเพิ่มโอกาสการมีบุตร เข้ารับบริการได้ที่ VFC Center

สำหรับคู่รักที่กำลังเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก สามารถเข้ามาปรึกษากับ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) ที่ให้บริการโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาภาวะมีบุตรยาก รวมถึงการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยกระบวนการ ERA Test เพื่อเตรียมความพร้อมสู่แผนการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

ทั้งนี้ การใส่ตัวอ่อนตามคำแนะนำหลังจากการทำ ERA test ว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นแนวทางที่ช่วยการันตีว่า จะสามารถตั้งครรภ์ได้ 100% แต่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตั้งครรภ์ได้สำเร็จมากขึ้น

 

บทความโดย แพทย์หญิงวนากานต์ สิงหเสนา

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline : 082-903-2035

Line Official :@vfccenter

อ่านบทความสุขภาพ :https://www.v-ivf.com/article/

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ERA Test และการย้ายตัวอ่อน (FAQs)

การตรวจทั่วไปจะเป็นการดูความหนาและลักษณะของเยื่อบุโพรงมดลูกผ่านภาพอัลตราซาวนด์ แต่กระบวนการ ERA Test เป็นการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก โดยวิเคราะห์ลึกลงไปถึงระดับยีน เพื่อหาช่วงเวลาที่เยื่อบุโพรงมดลูกเปิดรับการฝังตัวอ่อนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่แพทย์นำมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษาในเคสที่ซับซ้อน

หากผลออกมาเป็นระยะไม่พร้อม แพทย์จะทำการคำนวณและปรับระยะเวลาการให้ฮอร์โมน หรือกำหนดวันย้ายตัวอ่อนใหม่ให้ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้เข้ารับบริการรายนั้น ๆ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลา และช่วยหลีกเลี่ยงการย้ายตัวอ่อนในช่วงที่มดลูกยังไม่พร้อม

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่แพทย์มักจะแนะนำให้ตรวจในเฉพาะกรณีที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีหลายครั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนของภาวะมีบุตรยาก สำหรับเคสทั่วไปที่เพิ่งเริ่มรักษาหรือยังไม่เคยย้ายตัวอ่อน อาจยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจในขั้นตอนแรก

Dr. Wannakan Singhasena, a fertility specialist in Thailand

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.