Key Takeaways :
ท้องลมคือภาวะการตั้งครรภ์ที่มีถุงตั้งครรภ์แต่ไม่มีตัวอ่อน ซึ่งมักเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ฮอร์โมน หรือโครงสร้างมดลูก โดยมักตรวจพบได้ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 6-8 สัปดาห์ อาการอาจไม่ชัดเจนหรือมีอาการคล้ายกับการตั้งครรภ์ปกติในระยะแรก ผู้ที่เคยมีภาวะท้องลมยังมีโอกาสตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้ตามปกติ หากดูแลร่างกายให้พร้อมและวางแผนร่วมกับแพทย์อย่างเหมาะสม
การตั้งครรภ์บางครั้ง อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังเสมอไป เพราะหนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยคือ “ภาวะท้องลม” ซึ่งเกิดจากการมีถุงตั้งครรภ์ แต่ไม่พบการพัฒนาของตัวอ่อน ทำให้หลายคนเกิดคำถามตามมาว่า ท้องลมคืออะไร จะรู้ตอนไหนว่ามีภาวะท้องลม รวมถึงภาวะท้องลมมีอาการอย่างไร ท้องลมทำให้ท้องโตไหม ต้องขูดมดลูกหรือไม่ และยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้อีกหรือเปล่า ? ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจภาวะท้องลมอย่างถูกต้อง ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การรักษา ไปจนถึงแนวทางดูแลและวางแผนตั้งครรภ์ในอนาคตอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณแม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมีสติและมั่นใจมากขึ้น
ท้องลมคืออะไร เกิดจากอะไร ?
ท้องลมคือภาวะการตั้งครรภ์ที่มีถุงน้ำคร่ำ แต่ไม่มีตัวอ่อนพัฒนาอยู่ภายใน เกิดจากการที่ไข่ที่ผสมแล้วไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
- ความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อน ที่อาจทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้
- ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกและตัวอ่อน
- ปัญหาจากมดลูก ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของรูปร่าง หรือโครงสร้างของมดลูก เช่น มดลูกมีติ่งเนื้อ เกิดเนื้องอกเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
- ภาวะไข่ฝ่อ จากไข่ที่มีคุณภาพต่ำ ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
ปรึกษาเพื่อวางแผนตั้งครรภ์กับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่ VFC Center ได้ที่นี่
ท้องลมเกิดจากอะไร ต่างจากแท้งบุตรอย่างไร ?
แม้ภาวะท้องลมจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มการแท้งบุตรระยะเริ่มต้น แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการแท้งทั่วไป โดยท้องลมเกิดจากความผิดปกติของตัวอ่อนตั้งแต่ระยะแรก ทำให้ไม่มีการพัฒนาเป็นทารก ขณะที่การแท้งบางประเภทอาจมีตัวอ่อนเกิดขึ้นแล้วแต่หยุดการเจริญเติบโตในภายหลัง
ความแตกต่างนี้ทำให้การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการอัลตราซาวด์ร่วมกับการติดตามอายุครรภ์อย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันว่าเป็นภาวะท้องลมจริง ไม่ใช่เพียงการตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์น้อยเกินไป
ภาวะท้องลมมีอาการอย่างไร ? : สัญญาณเตือนของอาการท้องลม
โดยทั่วไปแล้วภาวะท้องลมจะไม่มีอาการหรือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน แต่ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้เอาไว้ เช่น
- มีเลือดออกทางช่องคลอด โดยออกกะปริดกะปรอยปริมาณน้อย เป็นสีชมพูอ่อน หรือสีน้ำตาล บางรายอาจมีเลือดออกก้อนใหญ่คล้ายลิ่มเลือด
- ปวดท้องน้อย ซึ่งมักเป็นอาการปวดแบบจี๊ด ๆ หรือปวดเสียด เหมือนมีอะไรมารัด โดยอาจเป็น ๆ หาย ๆ ในบางรายอาจปวดท้องรุนแรงจนต้องไปพบแพทย์
- อาการแพ้ท้องลดลง ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักจะมีอาการแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ซึ่งหากอาการเหล่านี้ลดลงหรือหายไป ให้ตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่า อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะท้องลมได้
- ตรวจไม่พบตัวอ่อน หากแพทย์ทำการตรวจอัลตราซาวด์ช่องคลอดและไม่พบตัวอ่อน หรือพบถุงน้ำคร่ำที่ว่างเปล่า ก็มีความเป็นไปได้สูงถึงภาวะท้องลม
หากเกิดภาวะท้องลมจะรู้ตอนไหน ตรวจพบได้ในช่วงกี่สัปดาห์ ?
เนื่องจากในระยะแรกอาการของภาวะท้องลมอาจไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์ปกติ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะสามารถวินิจฉัยภาวะท้องลมได้จากการอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 6-8 สัปดาห์ หากพบถุงการตั้งครรภ์แต่ไม่พบตัวอ่อน
และในบางกรณี แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำในอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อยืนยันผลอย่างชัดเจนก่อนเริ่มการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการวินิจฉัยคลาดเคลื่อนในกรณีที่อายุครรภ์ยังน้อยมาก
ท้องลมทำให้ท้องโตไหม และมีอาการแพ้ท้องไหม ?
หลายคนสงสัยว่าท้องลมท้องโตไหม หรือภาวะท้องลมมีอาการแพ้ท้องไหม คำตอบคือ ในช่วงแรกผู้หญิงบางรายอาจยังมีอาการแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือคัดตึงเต้านม เนื่องจากร่างกายยังมีฮอร์โมนการตั้งครรภ์อยู่
อย่างไรก็ตาม ภาวะท้องลม บริเวณหน้าท้องของคุณแม่มักไม่โตขึ้นตามอายุครรภ์ และอาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ ลดลงหรือหายไปเมื่อการตั้งครรภ์ไม่พัฒนา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน

โอกาสในการเกิดท้องลม
โดยทั่วไป ผู้หญิงทุกคนสามารถมีโอกาสเกิดท้องลมได้ ซึ่งโอกาสในการเกิดท้องลมจะเพิ่มสูงขึ้น ตามอายุที่มากขึ้น โดยผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสในการเกิดท้องลมได้มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย ๆ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเซลล์ไข่และความผิดปกติของโครโมโซมในตัวอ่อน โดยจะพบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก
ท้องลมจะหลุดตอนไหน หลุดเองได้หรือไม่ ?
ท้องลมจะหลุดตอนไหนขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน ในบางรายร่างกายสามารถขับถุงการตั้งครรภ์ออกมาเองภายในไม่กี่สัปดาห์หลังทราบผล ในขณะที่บางรายถุงการตั้งครรภ์อาจไม่หลุดออกเอง จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม ซึ่งการตัดสินใจว่าจะรอให้หลุดเองหรือไม่ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกมากหรือการติดเชื้อ
การรักษาภาวะท้องลม
การรักษาภาวะท้องลมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาของการตั้งครรภ์ อาการของผู้ป่วย รวมถึงดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษา ดังนี้
1. สังเกตอาการ
เนื่องจากในบางกรณีถุงการตั้งครรภ์อาจหลุดลอกออกมาเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน ซึ่งในกรณีนี้จะไม่จำเป็นต้องรับการรักษาโดยการขูดมดลูก แต่หากเกิดอาการเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องน้อย มีตกขาว กลิ่นเหม็นผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
2. ใช้ยาในการช่วยขับถุงการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ
หากพบว่าถุงการตั้งครรภ์ไม่สามารถหลุดลอกออกมาเองได้ ในเบื้องต้น แพทย์อาจสั่งยาบางชนิด เพื่อให้ช่วยขับถุงการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ โดยยาเหล่านี้จะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวและขับถุงการตั้งครรภ์ออกมาทางช่องคลอด
3. รักษาโดยการขูดมดลูก
ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถขับถุงการตั้งครรภ์ออกมาได้เองจนหมด หรือผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาทำการขูดมดลูก ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กโดยใช้เครื่องมือพิเศษขูดเอาเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออกจากมดลูก
เมื่อพบว่ามีภาวะท้องลม ต้องขูดมดลูกไหม ?
ท้องลมไม่จำเป็นต้องขูดมดลูกทุกคน โดยการเลือกวิธีรักษาขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ ปริมาณเลือดออก และสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาวิธีที่ปลอดภัยและกระทบต่อมดลูกน้อยที่สุดเป็นหลัก
เป็นกังวลเรื่องภาวะท้องลม ? ปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร VFC Center
ภาวะท้องลมส่งผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ในอนาคตบ้าง ?
สำหรับผู้หญิงที่เคยเกิดภาวะท้องลม ยังสามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้อย่างปกติ แต่ร่างกายจำเป็นต้องมีเวลาพักฟื้นก่อนที่จะเริ่มวางแผนตั้งครรภ์รอบใหม่ อย่างน้อยหลังจากมีรอบเดือนครบ 3 รอบ โดยผู้หญิงที่เคยเกิดภาวะท้องลม ควรดูแลร่างกายให้มีสุขภาพพร้อมสมบูรณ์สำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดท้องลมซ้ำอีก
หากคุณกำลังกังวลเกี่ยวกับภาวะท้องลม หรือต้องการวางแผนเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ในอนาคต การเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง
VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) พร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานการรักษาภาวะมีบุตรยากระดับสากล ครอบคลุมทั้งการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างละเอียด และการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้อย่างมั่นใจ
บทความโดย แพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่
VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
Hotline: 082-903-2035
LINE Official: @vfccenter
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะท้องลม (FAQs)
ท้องลมมีโอกาสเกิดซ้ำได้หรือไม่ ?
สามารถเกิดซ้ำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน สำหรับผู้ที่เคยมีท้องลม 1 ครั้ง ส่วนใหญ่ยังสามารถตั้งครรภ์ปกติได้ในครั้งถัดไป แต่หากเกิดท้องลมซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น ตรวจโครโมโซม ฮอร์โมน หรือโครงสร้างมดลูก
ท้องลมมีผลต่อสุขภาพมดลูกระยะยาวหรือไม่ ?
โดยทั่วไปท้องลมที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจะไม่ส่งผลเสียต่อมดลูกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องขูดมดลูกซ้ำหลายครั้งหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพมดลูกระยะยาวได้
หลังท้องลมควรรอนานแค่ไหนก่อนพยายามตั้งครรภ์ใหม่ ?
แพทย์มักแนะนำให้รออย่างน้อยจนกว่าจะมีประจำเดือนกลับมา 2–3 รอบ เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกฟื้นตัวเต็มที่ และช่วยให้การตั้งครรภ์ครั้งถัดไปมีโอกาสสมบูรณ์มากขึ้น
ท้องลมเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือไม่ ?
ความเครียดไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของภาวะท้องลม แต่ความเครียดสะสมอาจส่งผลต่อความสมดุลของฮอร์โมนและการทำงานของร่างกายโดยรวม การดูแลสุขภาพกายและจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมตัวตั้งครรภ์
หากเคยท้องลมมาก่อน จำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทางก่อนตั้งครรภ์ใหม่ไหม ?
แม้ไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการมีบุตรยากจะช่วยประเมินความพร้อมของร่างกาย และยังจะได้วางแผนการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม ช่วยลดความกังวลใจของคุณแม่ได้มากขึ้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์




No Comments
Sorry, the comment form is closed at this time.