เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ตรวจ APS ในหญิงตั้งครรภ์ ต้องเจาะเลือดตรวจอะไรบ้าง ?

ผู้หญิงตั้งครรภ์กังวลว่าโรค APS คืออะไร เกี่ยวอะไรกับการตั้งครรภ์

Table of Contents

Key Takeaway :

โรค APS (Antiphospholipid Syndrome) เป็นโรคภูมิคุ้มกันที่ทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อฟอสโฟลิพิด ส่งผลให้ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติและเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงแท้งซ้ำ เลือดไปเลี้ยงรกไม่พอ การฝังตัวล้มเหลว ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (IUGR) และครรภ์เป็นพิษ โดยภาวะของโรคแบ่งได้เป็น Primary APS (ไม่มีโรคภูมิคุ้มกันอื่นร่วม) และ Secondary APS (เกิดร่วมกับโรค เช่น SLE) การวินิจฉัยต้องอาศัยทั้งประวัติทางคลินิกและการตรวจ APS ด้วยการเจาะเลือดหา Lupus Anticoagulant, Anticardiolipin และ Anti-β2 Glycoprotein I ซึ่งต้องตรวจยืนยันซ้ำหลัง 12 สัปดาห์ การรักษาหลักคือ การใช้ยาป้องกันลิ่มเลือด เช่น LMWH และ Aspirin ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วย APS ยังสามารถตั้งครรภ์หรือทำ ICSI ได้ หากวางแผนรักษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสคลอดอย่างปลอดภัย

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับคู่สมรสที่อยากมีเจ้าตัวน้อยมาเติมเต็มครอบครัว แต่ว่าที่คุณแม่บางคน อาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความกังวลใจถึงภาวะแท้งที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นโรค APS ซึ่งอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ แต่คำถามคือ แล้วโรค APS ที่ว่านี้คืออะไร ? และเกี่ยวอะไรกับการตั้งครรภ์ รวมทั้งหากต้องการตรวจ APS ในหญิงตั้งครรภ์ จำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจอะไรบ้าง ไปหาคำตอบกัน

โรค APS คืออะไร เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์อย่างไร ?

โรค APS หรือ Antiphospholipid Syndrome คือโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทานขึ้นมาเพื่อกำจัดฟอสโฟลิพิด ซึ่งเป็นสารประกอบไขมันที่พบในเยื่อหุ้มเซลล์ จนเข้าไปรบกวนระบบการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ สำหรับว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โรคนี้จะส่งผลทางลบกับทารกในครรภ์ ทำให้มีโอกาสในการแท้งลูกซ้ำติดต่อกัน หรืออาจเกิดความเสี่ยงอื่น ๆ หากยังตั้งครรภ์ต่อไป เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะรกเกาะต่ำ

ประเภทของโรค APS ที่ควรรู้จัก

โรค APS สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ตามลักษณะการเกิดโรคร่วม ดังนี้

1. Primary APS

เป็นภาวะที่เกิดขึ้นโดยไม่มีโรคภูมิคุ้มกันอื่นร่วม ผู้ป่วยจะมีแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับ APS และมีประวัติลิ่มเลือดอุดตันหรือภาวะแทรกซ้อนทางการตั้งครรภ์ แต่ไม่มีโรคระบบภูมิคุ้มกันอื่น เช่น SLE ร่วมด้วย ซึ่งโรคในกลุ่มนี้มักตรวจพบจากประวัติแท้งซ้ำ หรือภาวะลิ่มเลือดโดยไม่ทราบสาเหตุ

2. Secondary APS

เป็น APS ที่เกิดร่วมกับโรคภูมิคุ้มกันอื่น โดยเฉพาะโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือ Lupus ซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายอวัยวะของตนเอง ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์อาจสูงขึ้น เนื่องจากมีทั้งผลของ APS และโรคภูมิคุ้มกันพื้นฐานร่วมกัน

การแยกชนิดของ APS มีความสำคัญ เพราะมีผลต่อแนวทางการติดตาม การให้ยา และการวางแผนตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

เป็นโรค APS วางแผนตั้งครรภ์ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่ VFC Center

โรค APS ส่งผลต่อภาวะมีบุตรยากอย่างไร ?

นอกจากเพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตรแล้ว โรค APS ยังสามารถส่งผลต่อกระบวนการตั้งครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยมีผลกระทบสำคัญดังนี้

  • เลือดไปเลี้ยงรกไม่เพียงพอ : แอนติบอดีใน APS จะทำให้ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เกิดลิ่มเลือดขนาดเล็กในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรก ส่งผลให้ทารกได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  • การฝังตัวของตัวอ่อนล้มเหลว : ในบางราย APS อาจรบกวนการไหลเวียนเลือดบริเวณเยื่อบุมดลูก ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ โดยเฉพาะในผู้ที่ทำ ICSI
  • เพิ่มความเสี่ยง IUGR (ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์) : เนื่องจากการไหลเวียนเลือดผ่านรกผิดปกติ ทารกอาจมีการเจริญเติบโตต่ำกว่ามาตรฐาน
  • เพิ่มความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) : ภาวะหลอดเลือดผิดปกติจาก APS มีความสัมพันธ์กับการเกิดครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และทารก

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำ หรือทำ ICSI ไม่สำเร็จหลายครั้ง ควรได้รับการประเมินความเสี่ยง APS อย่างเหมาะสม

สังเกตอาการขาบวม สัญญาณเตือนบ่งบอกถึงโรค APS

โดยทั่วไปแล้ว ขาบวม เป็นอาการปกติที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ แต่หากมีอาการบวมมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะบวมข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการปวด อาจบ่งบอกถึงอาการลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของโรค APS โดยมีอาการที่ต้องระวัง ดังนี้

  • ขาบวมมากกว่าปกติ โดยอาจบวมข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง โดยมีอาการบวมจนรู้สึกแน่นตึง หรือสังเกตเห็นรอยบุ๋มบริเวณที่บวมเมื่อกดนิ้วลงไป
  • ปวดขาอย่างรุนแรง จนรู้สึกเดินไม่ไหว ซึ่งอาการปวดนี้จะแตกต่างจากอาการปวดขาปกติที่มักพบในคนท้องทั่วไป โดยอาการปวดจากลิ่มเลือดอุดตันจะรู้สึกปวดมาก โดยเฉพาะเมื่อกดบริเวณที่บวมแดง

การตรวจวินิจฉัยโรค APS ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์

การตรวจวินิจฉัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยการวินิจฉัยโรค APS ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ จะประกอบด้วยสองขั้นตอนหลัก ดังนี้

ซักประวัติและอาการ

การซักประวัติอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้อย่างเหมาะสม เช่น

  • ประวัติการตั้งครรภ์ที่ผ่านมา
    • การแท้งบุตรโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นหลังสัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์
    • การคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
    • การเสียชีวิตของทารกในครรภ์โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ประวัติการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
    • ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ เช่น Deep Vein Thrombosis (DVT) หรือ Pulmonary Embolism (PE)
    • ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • อาการที่อาจเกี่ยวข้องกับ APS
    • ปวดศีรษะรุนแรง หรือไมเกรน
    • อาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนขา
    • ผื่นลายตาข่ายที่ผิวหนัง (Livedo reticularis)
    • เกล็ดเลือดต่ำ

เจาะเลือดส่งตรวจ

หากหลังจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรค APS แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารภูมิต้านทานที่ผิดปกติ (Antiphospholipid Antibodies) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของโรคนี้ โดยการตรวจ APS ต้องเจาะเลือดตรวจแอนติบอดีเหล่านี้

  • Lupus Anticoagulant (LA)
  • Anticardiolipin Antibodies (aCL) ทั้ง IgG และ IgM
  • Anti-β2 Glycoprotein I Antibodies ทั้ง IgG และ IgM

การวินิจฉัย APS จำเป็นต้องตรวจพบแอนติบอดีเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งชนิดในระดับที่มีนัยสำคัญ และต้องตรวจพบซ้ำอีกครั้งหลังจาก 12 สัปดาห์ ซึ่งในการวินิจฉัยโรค APS ไม่ได้พิจารณาจากผลการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาประกอบกับประวัติการเจ็บป่วย อาการ รวมถึงผลการตรวจอื่น เช่น การแข็งตัวของเลือด การตรวจการทำงานของตับและไต เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย

การวินิจฉัยตรวจโรค IPS ด้วยการเจาะเลือด

การรักษาโรค APS ลดผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค APS ขั้นตอนต่อไปคือการดำเนินแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด โดยแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่

ยาฉีด

ยาฉีดที่ใช้ในการรักษาโรค APS มักเป็นยาในกลุ่ม Low Molecular Weight Heparin (LMWH) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดลิ่มเลือด อีกทั้งยังมีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ เนื่องจากเป็นการได้รับยาโดยไม่ผ่านรก

ยากิน

ยากินที่ใช้ในการรักษาโรค APS มักเป็นยาในกลุ่ม Anticoagulants ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในระยะยาว โดยการเลือกใช้ยาและขนาดยา จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความรุนแรงของโรค ประวัติการแพ้ยา ภาวะแทรกซ้อน รวมถึงความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและปรับเปลี่ยนยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

รับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยโรค APS ที่ VFC Center

ผู้ป่วย APS สามารถทำ ICSI ได้หรือไม่ ?

คำตอบคือ ผู้ป่วย APS สามารถตั้งครรภ์ด้วยการทำ ICSI ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงระหว่างกระบวนการตั้งครรภ์

  • ต้องใช้ยาป้องกันลิ่มเลือดควบคู่ : โดยทั่วไปแพทย์อาจให้ยาในกลุ่ม Anticoagulants เช่น Low Molecular Weight Heparin (LMWH) ร่วมกับ Aspirin ในขนาดต่ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดและเพิ่มโอกาสฝังตัวของตัวอ่อน
  • ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด : ผู้ป่วย APS ที่ทำ ICSI จำเป็นต้องได้รับการติดตามการแข็งตัวของเลือด การทำงานของรก และการเจริญเติบโตของทารกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • วางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่มรอบรักษา : ในบางกรณี แพทย์อาจเริ่มให้ยาป้องกันลิ่มเลือดตั้งแต่ก่อนย้ายตัวอ่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในช่วงต้นของการตั้งครรภ์

แม้โรค APS จะเพิ่มความเสี่ยง แต่ด้วยการวินิจฉัยที่ถูกต้องและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถตั้งครรภ์และคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย

วางแผนตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อผลลัพธ์การตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับคุณแม่ที่เคยมีประวัติโรค APS หรือมีความเสี่ยงมาก่อน ควรรีบวางแผนการตั้งครรภ์ล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจะส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ รวมทั้งสุขภาพของแม่และเด็กโดยตรง เพิ่มความมั่นใจให้ทุกกระบวนการให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้ ด้วยการเข้ามาปรึกษาที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) ศูนย์เฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยาก ที่ได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีเวชแห่งประเทศไทย มีบริการที่ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนรักษาแก่คู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยาก ด้วยประสบการณ์การรักษาด้วยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์โดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งในขั้นตอนการฉีดยาเฉพาะเพื่อละลายลิ่มเลือด ลดโอกาสการแท้ง การกระตุ้นไข่ การทำ ICSI ร่วมกับการตรวจโครโมโซม และให้ยาพยุงครรภ์ เพื่อช่วยให้สามารถตั้งท้องจนคลอดได้สำเร็จ

 

บทความโดย แพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค APS ในหญิงตั้งครรภ์ (FAQs)

APS ไม่ใช่โรคพันธุกรรมโดยตรง แต่บางรายอาจมีแนวโน้มเกิดร่วมกับโรคภูมิคุ้มกันในครอบครัวได้

เพิ่มความเสี่ยงแท้ง ทารกโตช้าในครรภ์ และครรภ์เป็นพิษ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

สามารถตั้งครรภ์ได้ หากได้รับการดูแลและวางแผนรักษาอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์จะให้ยาป้องกันลิ่มเลือด เช่น ยาฉีดกลุ่ม LMWH หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการแท้งและภาวะแทรกซ้อน

Book a consultation with Dr. Worawat Siripoon at our infertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.