Key Takeaways :
การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนระยะต่าง ๆ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการทำเด็กหลอดแก้ว โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ในการฝังตัว ซึ่งการเลือกและเลี้ยงตัวอ่อนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างมาก การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างตู้เพาะเลี้ยง EmbryoScope Plus จะช่วยให้สามารถตรวจสอบตัวอ่อนได้โดยไม่ต้องนำออกจากตู้เพาะเลี้ยง ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญในการรักษาภาวะมีบุตรยาก นอกจากนี้ การควบคุมอุณหภูมิ O₂, CO₂ และ pH ที่เหมาะสม ยังจะช่วยให้ตัวอ่อนสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการฝังตัวและตั้งครรภ์ได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับคู่สมรสที่ประสบปัญหามีบุตรยาก ‘การทำเด็กหลอดแก้ว’ ย่อมเป็นวิธีการที่เคยได้ยินหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นวิธียอดนิยมที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ครอบคลุมปัญหาการมีบุตรยากจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะไข่ไม่ตกหรือไข่ตกช้าจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง ไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ ทั้งในแง่จำนวนและความผิดปกติด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การทำเด็กหลอดแก้วเกิดจากกระบวนการปฏิสนธิภายนอกครรภ์มารดา เริ่มจากการเจาะเก็บไข่ที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนจนได้ขนาดตามที่ต้องการ ร่วมกับการเก็บอสุจิของฝ่ายชายที่ผ่านการคัดแยกจนได้อสุจิที่สมบูรณ์ เพื่อนำมาผสมกับไข่ในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน หลังจากนั้นจึงเป็น ‘การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนระยะต่าง ๆ’ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ส่งผลต่ออัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก
นัดหมายวางแผนตั้งครรภ์และรักษาภาวะมีบุตรยาก
การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนคืออะไร ?
การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (Embryo Culture) คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากการเก็บเซลล์ไข่และการคัดเลือกเชื้ออสุจิ โดยในขั้นตอนนี้ ตัวอสุจิที่มีคุณภาพดี 1 ตัวจะถูกฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ 1 ใบเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จนได้ตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ หลังจากนั้นตัวอ่อนจะได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในตู้เลี้ยงตัวอ่อน เพื่อให้พัฒนาไปจนถึงระยะที่พร้อมสำหรับการฝังตัวในมดลูก กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและการควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์และมีโอกาสตั้งครรภ์สูงที่สุด
ตู้เลี้ยงตัวอ่อนมีความสำคัญอย่างไร ?
การคัดเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีและการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และส่งผลให้ทารกมีสุขภาพดีตั้งแต่ในครรภ์ การเลี้ยงตัวอ่อนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมสำหรับการฝังตัวในมดลูก ซึ่งตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการดูแลตัวอ่อนให้สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด
ในอดีต ตัวอ่อนจะต้องถูกนำออกจากตู้เพาะเลี้ยงเพื่อทำการตรวจดูพัฒนาการผ่านการถ่ายภาพหรือวิดีโอ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการสัมผัสสภาพแวดล้อมภายนอกที่อาจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แต่ในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้มีการใช้ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนแบบ EmbryoScope Plus ที่มีกล้องจุลทรรศน์และระบบถ่ายทอดภาพติดตั้งอยู่ภายในตู้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องนำตัวอ่อนออกนอกตู้ ช่วยให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยไม่เสี่ยงต่อการสัมผัสสภาพแวดล้อมที่อาจทำให้กระบวนการพัฒนาของตัวอ่อนเสียหาย
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน
การเพาะเลี้ยงก่อนถึงระยะตัวอ่อนฝังตัว เป็นกระบวนการที่ละเอียดและต้องการสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสม เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และมีโอกาสในการฝังตัวในมดลูกสูงที่สุด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนมีปัจจัยหลายประการที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด ดังนี้
- อุณหภูมิ : โดยปกติแล้วอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส
- ความเข้มข้นของ CO₂ : ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ในห้องเพาะเลี้ยงจะต้องอยู่ที่ประมาณ 6% เพื่อให้ระดับ pH ของสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญเติบโต
- ระดับ O₂ ในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน : ใช้ออกซิเจนต่ำประมาณ 5% เพื่อเลียนแบบสภาพแวดล้อมธรรมชาติของท่อนำไข่และมดลูก (2-8%) และลดการเกิด Oxidative Stress ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาตัวอ่อน การใช้ออกซิเจนต่ำช่วยลดความล่าช้าในการแบ่งเซลล์ เพิ่มจำนวนเซลล์ในระยะบลาสโตซิสต์และเพิ่มอัตราการฝังตัวและการคลอดมีชีวิตเมื่อเทียบกับการใช้ออกซิเจนบรรยากาศ (~20%) โดย O₂ สูงสัมพันธ์กับการสร้าง Reactive Oxygen Species(ROS) และความผิดปกติของการแสดงออกของยีนและ Epigenetic
- ค่า pH ของสภาพแวดล้อม : pH ที่เหมาะสมในห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจะอยู่ในช่วง 7.2-7.4
- การควบคุมแสงและความมืด : การลดแสงหรือการป้องกันการสัมผัสแสงโดยตรงจะช่วยให้การเพาะเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- การรักษาความสะอาดและปราศจากเชื้อ : ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์หรือการตั้งครรภ์ล้มเหลว
- การควบคุมการหมุนเวียนของอากาศ : การมีอากาศที่หมุนเวียนอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการสะสมของ CO₂ และทำให้สภาพแวดล้อมในห้องเพาะเลี้ยงตัวอ่อนคงที่ตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโต
การรักษาสภาพแวดล้อมเหล่านี้ให้เหมาะสมและคงที่ในทุกขั้นตอนไปจนถึงระยะฝังตัวของตัวอ่อน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาของตัวอ่อน และช่วยให้ตัวอ่อนมีโอกาสฝังตัวในมดลูกได้มากขึ้น
รับคำปรึกษาเรื่องการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ระยะในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ควรรู้
ระยะที่ 1 ตัวอ่อนระยะไซโกต (Zygote Stage)
เป็นระยะหลังการปฏิสนธิ เมื่อไข่และสเปิร์มผสมกันแล้ว (0-24 ชั่วโมงหลังการปฏิสนธิ) จะเกิด Pronuclei (PN) ซึ่งเป็นนิวเคลียสสองวงที่มาจากโครโมโซมของพ่อและแม่อย่างละหนึ่งชุด โดยเวลาที่เหมาะสมในการประเมินคือที่ 16-17 ชั่วโมงหลังการปฏิสนธิ (Hours Post Insemination หรือ HPI)
ระยะที่ 2 ตัวอ่อนระยะคลีเวจ (Cleavage Stage)
หลังจากที่ไข่กับสเปิร์มผสมกันแล้ว 24-72 ชั่วโมง ตัวอ่อนจะเริ่มแบ่งตัวแบบไมโทซิสจากไซโกตที่มี 1 เซลล์เป็นหลายเซลล์ ในช่วงนี้ยังไม่มีการเพิ่มมวลรวมแต่จำนวนเซลล์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในวันที่ 3 หลังปฏิสนธิ ตัวอ่อนควรมีประมาณ 8 เซลล์ และเซลล์หรือ Blastomeres ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน การแบ่งตัวควรเป็นแบบสมมาตร และมีการแตกเป็นชิ้นส่วน (Fragmentation) น้อยกว่า 10% เพื่อบ่งชี้ว่ามีคุณภาพดี ทั้งนี้ การแบ่งตัวเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปอาจส่งผลต่อความผิดปกติของโครโมโซมและคุณภาพตัวอ่อน
และกระบวนการ Compaction จะเริ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะ 8-16 เซลล์ โดย Blastomeres จะยึดเกาะกันแน่นขึ้นและสูญเสียขอบเขตที่ชัดเจน ซึ่ง Compaction ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากระยะ Cleavage ไปสู่ระยะ Morula และเมื่อ Compaction เสร็จสิ้นตัวอ่อนจะเข้าสู่ระยะ Morula ซึ่งโดยทั่วไปมีประมาณ 16-32 เซลล์
ระยะที่ 3 ตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst Stage)
โดยทั่วไป ตัวอ่อนจะเข้าสู่ระยะบลาสโตซิสต์ใน Day 5 หรือหลังการปฏิสนธิประมาณ 111 ชั่วโมง ตัวอ่อนในระยะนี้จะมีการสร้างโพรง Blastocoel และการแยกชั้นเซลล์ออกเป็น Inner Cell Mass (ICM) ซึ่งจะพัฒนาเป็นทารก และ Trophectoderm (TE) ที่จะพัฒนาไปเป็นรก ตัวอ่อนระยะนี้มีจำนวนเซลล์มากกว่า 80 เซลล์ และอาจถึง 120 เซลล์หรือมากกว่า การประเมินคุณภาพของตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์จะพิจารณาจากระดับการขยายตัวของ Blastocoel และคุณภาพของ ICM และ TE ซึ่งบลาสโตซิสต์ที่มีการขยายตัวเต็มที่และมี ICM และ TE คุณภาพดี ทำให้มีโอกาสฝังตัวและให้ผลการตั้งครรภ์สูงกว่า
ตัวอ่อนที่สามารถพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้ ถือว่ามีศักยภาพสูงในการฝังตัว เนื่องจากผ่านกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติระหว่างการแบ่งตัวและการ Ccompaction ทำให้มีแนวโน้มเป็นตัวอ่อนที่มีความแข็งแรงและมีความสมบูรณ์ทางโครโมโซมมากกว่าเทียบกับตัวอ่อนที่หยุดพัฒนาในระยะก่อนหน้า
ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์
ระยะเวลาในการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก มีอยู่ 2 ช่วงระยะ ได้แก่ ระยะที่ 2 (คลีเวจ) และระยะที่ 3 (บลาสโตซิสต์) ซึ่งในทางปฏิบัติ ระยะบลาสโตซิสต์ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากตัวอ่อนมีลักษณะทางกายภาพที่พร้อมสำหรับการฝังตัวมากกว่า ในขณะที่ระยะคลีเวจ ตัวอ่อนตามธรรมชาติจะอยู่ในท่อนำไข่ จึงอาจยังไม่พร้อมสำหรับการฝังตัวและมีความเสี่ยงที่จะหยุดการเจริญเติบโตก่อนถึงระยะฝังตัว การรอให้ตัวอ่อนเติบโตไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์จึงเป็นวิธีที่เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจมีการย้ายตัวอ่อนในระยะคลีเวจหากพบว่าตัวอ่อนในตู้เพาะเลี้ยงมีโอกาสพัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ต่ำ ซึ่งการย้ายตัวอ่อนในระยะนี้อาจเป็นผลดีกว่าการรอจนตัวอ่อนหยุดเจริญเติบโตในตู้เพาะเลี้ยง โดยการตัดสินใจดังกล่าวขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เท่านั้น
การย้ายตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์แบบ Elective Single Embryo Transfer (eSET) ถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝดและภาวะแทรกซ้อน เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และความเสี่ยงต่อสุขภาพของมารดาและทารก แม้การย้ายสองตัวอ่อน (Double Embryo Transfer: DET) อาจเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์เล็กน้อย แต่หลักฐานชัดเจนว่าเพิ่มความเสี่ยงแฝดและภาวะแทรกซ้อนอย่างมาก ดังนั้นการเลือก eSET ในระยะบลาสโตซิสต์จึงเป็นแนวทางที่สมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัย
สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ต้องการความแม่นยำในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่เหมาะสมด้วยตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้มาตรฐาน เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการฝังตัวอ่อนและการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แบบ ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) พร้อมให้คำปรึกษาโดยทีมสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่จะช่วยคุณวางแผนได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก โดยออกแบบการรักษาให้เหมาะกับสุขภาพและสาเหตุการมีบุตรยากของแต่ละบุคคลที่สุด
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่
VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
Hotline: 082-903-2035
LINE Official: @vfccenter
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนระยะต่าง ๆ (FAQs)
ปัจจัยที่ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จมีอะไรบ้าง ?
ปัจจัยที่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ได้แก่ คุณภาพของตัวอ่อน สภาพแวดล้อมในมดลูก และระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมของฝ่ายหญิง
ระยะตัวอ่อน Embryo คืออะไร ?
ระยะตัวอ่อน Embryo คือ ระยะแรกสุดหลังจากการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ซึ่งตัวอ่อนจะเริ่มแบ่งเซลล์และพัฒนาไปตามขั้นตอนต่าง ๆ จนกระทั่งถึงระยะที่พร้อมสำหรับการฝังตัวในมดลูก
ระหว่างการเพาะเลี้ยง สามารถติดตามพัฒนาการตัวอ่อนได้หรือไม่ ?
สามารถทำได้ โดยใช้เทคโนโลยี EmbryoScope Plus ที่มีการติดตั้งกล้องในตู้เพาะเลี้ยง เพื่อสังเกตการพัฒนาของตัวอ่อนได้โดยไม่ต้องนำตัวอ่อนออกจากตู้
หลังใส่ตัวอ่อนที่ได้จากการเพาะเลี้ยง ฝ่ายหญิงควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
หลังการใส่ตัวอ่อนที่ได้จากการเพาะเลี้ยง ฝ่ายหญิงควรปฏิบัติตัวตามแนวทางเหล่านี้
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเสริมสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์
- หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดอาจมีผลต่อฮอร์โมนและกระบวนการตั้งครรภ์
- เข้ารับการตรวจฮอร์โมนและการประเมินการฝังตัวของตัวอ่อนตามที่แพทย์นัดหมายอย่างเคร่งครัด

ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูตินรีเวชวิทยาและเวชศาตร์การเจริญพันธ์ุ




No Comments
Sorry, the comment form is closed at this time.