เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

บทความสุขภาพ

หลายคนมีลูกยากเพราะอาหารแปรรูป

อาหารแปรรูปกับการตั้งครรภ์ ถ้าวางแผนมีลูกควรหลีกเลี่ยงอะไร?

สำหรับคู่แต่งงานที่กำลังวางแผนการมีลูก ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าอาหารการกินมีผลอย่างมากต่อการตั้งครรภ์ จึงพยายามเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด แต่หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยว่าอาหารแปรรูปมีผลทำให้มีลูกยากจริงหรือไม่ แล้วควรเลือกรับประทานอาหารประเภทใดเพื่อช่วยส่งเสริมการตั้งครรภ์ เราจะมาช่วยไขข้อสงสัยกัน อาหารแปรรูปคืออะไร? อาหารแปรรูป (Processed Foods) คืออาหารที่ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การแปรรูปขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างและตัดรูปร่าง ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสูง เช่น การเติมสารเคมีต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงสี กลิ่น รส และอายุการเก็บรักษา ซึ่งอาหารแปรรูปมักมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือสูง ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว  นอกจากนี้ เมื่อเรากินอาหารแปรรูปยังจะทำให้ร่างกายเกิดความไม่สมดุล ทำให้ระบบภายในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะระบบฮอร์โมนซึ่งมีความสำคัญต่อการสืบพันธุ์ อีกทั้งยังจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ต่าง ๆ อาหารแปรรูปกับภาวะตั้งครรภ์ยาก เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่? การมีลูกยากเพราะอาหารแปรรูปนั้น นับได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะอาหารแปรรูปสามารถส่งผลกระทบต่อกลไกของการตั้งครรภ์ได้หลายประการ ดังนี้ ผลต่อฮอร์โมน อาหารแปรรูปมีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ (Trans Fat) และน้ำตาลในปริมาณสูง ซึ่งสารเหล่านี้อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตกไข่ของผู้หญิงและการผลิตอสุจิในผู้ชาย ทำให้การตกไข่ไม่เป็นปกติและคุณภาพของอสุจิลดลง เพิ่มอนุมูลอิสระ อาหารแปรรูปมักมีสารเคมีที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ไม่เสถียรและสามารถทำลายเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นมักไปทำลายเซลล์อสุจิหรือไข่ ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิและตั้งครรภ์ลดน้อยลง สะสมสารพิษ สารกันบูดและสารเคมีอื่น ๆ ในอาหารแปรรูป มักสะสมในร่างกายเมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงระบบฮอร์โมนของร่างกายเสียสมดุล ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์และการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง อาหารแปรรูปที่ผู้ต้องการมีลูกควรหลีกเลี่ยง สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนมีลูก การหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการบริโภคอาหารแปรรูป จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ โดยอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง มีดังนี้ เนื้อสัตว์แปรรูป เนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หมูยอ หมูหย็อง...

แพทย์อธิบายให้คนไข้ฟังว่าสารก่อกวนฮอร์โมนส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

9 สารอันตราย สาเหตุภาวะมีบุตรยาก กระทบต่อการตั้งครรภ์

การเผชิญกับสารเคมีที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันมีผลกระทบที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสารก่อกวนฮอร์โมน (Endocrine Disruptors) ซึ่งมีคุณสมบัติในการรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์และสุขภาพโดยรวม อีกทั้งในหลาย ๆ กรณี สารเหล่านี้ยังอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในเพศชายและเพศหญิง ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว สารก่อกวนฮอร์โมน (Endocrine Disruptors) คืออะไร? สารก่อกวนฮอร์โมน หรือ Endocrine Disruptors คือ สารเคมีที่สามารถแทรกแซงการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ซึ่งระบบต่อมไร้ท่อมีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของกระบวนการสำคัญต่าง ๆ เช่น การเจริญเติบโต การเผาผลาญอาหาร ระบบสืบพันธุ์ และพฤติกรรมของร่างกาย จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดภาวะมีบุตรยากทั้งในเพศชายและเพศหญิง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปได้ในระยะยาว การทำงานของสารก่อกวนฮอร์โมน สารเหล่านี้ทำงานโดยการจับกับตัวรับฮอร์โมน (Hormone Receptors) ทำให้เกิดผลกระทบในร่างกายของผู้ที่ได้รับสาร รวมทั้งอาจส่งผลต่อการสืบทอดในรุ่นถัดไป โดยสารกลุ่มนี้อาจเลียนแบบฮอร์โมนตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดสัญญาณผิดปกติในร่างกายได้ บางกรณี สารก่อกวนอาจยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน ทำให้ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ตามปกติ นอกจากนี้ สารบางชนิดยังจะไปรบกวนกระบวนการสังเคราะห์หรือสลายฮอร์โมน ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติอีกด้วย ผลกระทบจากสารก่อกวนฮอร์โมนส่งผลต่อหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะในระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต ระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ ระยะเวลาที่ได้รับสาร รวมทั้งช่วงวัยที่สัมผัสสาร จึงควรทำความเข้าใจและหลีกเลี่ยงเพื่อลดการเกิดความผิดปกติในร่างกาย สารก่อกวนฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยาก อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าสารก่อกวนฮอร์โมนไม่ได้ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตทั้งในระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญด้วย อีกทั้งสารที่มีฤทธิ์รบกวนระบบสืบพันธุ์ยังจะส่งผลทำให้มีบุตรยากได้ โดยเฉพาะสารเหล่านี้ 1. Xenoestrogen สารเคมีสังเคราะห์ที่เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมนุษย์ สามารถจับกับตัวรับฮอร์โมนในร่างกายและกระทบกับสมดุลฮอร์โมน พบในพลาสติกบางชนิด เครื่องสำอาง สีทาบ้าน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และยาฆ่าแมลง ทำให้มีบุตรยากได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง เนื่องจากจะไปส่งผลให้คุณภาพไข่และสเปิร์มลดลง เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะไข่ไม่ตก โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซีสต์ในรังไข่ และมะเร็งบางชนิด 2. ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืช สารเคมีที่พบเห็นบ่อยในการทำเกษตรกรรม...

เตรียมพร้อมตั้งครรภ์ด้วยการตรวจฮอร์โมนหญิง

เตรียมพร้อมตั้งครรภ์ด้วยการตรวจฮอร์โมนหญิง AMH และ FSH

การเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ ต้องเริ่มต้นจากการดูแลและการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะการตรวจฮอร์โมนหญิง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประเมินความพร้อมของระบบสืบพันธุ์ และช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายถึงความสำคัญของการตรวจฮอร์โมนหญิง รวมถึงวิธีเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนการตั้งครรภ์ การตรวจฮอร์โมนหญิงคืออะไร และทำไมถึงจำเป็น? การตรวจฮอร์โมนหญิง คือ การตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกายเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบการสืบพันธุ์ โดยเฉพาะการตรวจค่า FSH และ AMH ซึ่งช่วยประเมินว่ารังไข่และกระบวนการผลิตไข่ทำงานได้ดีหรือไม่ ค่า FSH และ AMH ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินความพร้อมในการตั้งครรภ์ อีกทั้งการตรวจฮอร์โมนทั้งสองประเภทนี้ก่อนการตั้งครรภ์ ยังจะช่วยให้คู่รักสามารถทราบถึงสถานะของร่างกาย และช่วยให้สามารถเตรียมตัวให้พร้อมต่อการตั้งได้ดียิ่งขึ้น ค่า FSH (Follicle-Stimulating Hormone) คืออะไร? FSH (Follicle-Stimulating Hormone) คือ ฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary Gland) มีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของฟอลลิเคิล (Follicle) หรือ ถุงไข่ในรังไข่ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในรอบเดือนของผู้หญิง และจำเป็นต่อการตกไข่ในแต่ละรอบ โดยปกติแล้ว ระดับของ FSH จะเปลี่ยนแปลงตามช่วงของรอบประจำเดือน โดยจะสูงขึ้นในช่วงต้นรอบเดือน (ประมาณวันที่ 2-5) เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่ และจะลดลงเมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากพอจากฟอลลิเคิลที่เจริญสมบูรณ์ ความหมายของค่าระดับ FSH ค่า FSH สูงผิดปกติ อาจสะท้อนถึงภาวะที่รังไข่เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ หรือเข้าสู่ช่วงใกล้หมดประจำเดือน (Perimenopause) หรือ หมดประจำเดือนก่อนวัย (Premature Ovarian Insufficiency) เพราะร่างกายจะหลั่ง FSH มากขึ้นเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ตอบสนอง แต่เมื่อรังไข่ตอบสนองได้น้อย ฮอร์โมน FSH จึงพุ่งสูงขึ้นผิดปกติเพื่อเป็นกลไกชดเชย ตัวอย่างภาวะที่พบค่า FSH สูง ภาวะรังไข่ไม่ทำงาน (Ovarian...

ผู้หญิงที่งดแอลกอฮอล์ เพื่อเตรียมตัวตั้งครรภ์ด้วยการทำ IVF

งดแอลกอฮอล์ก่อนทำ IVF มีผลอย่างไรต่อความสำเร็จ?

การวางแผนมีลูกไม่ได้เริ่มต้นเมื่อตรวจพบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์อยู่เท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนที่จะมีการปฏิสนธิด้วยซ้ำ โดยเฉพาะพฤติกรรมบางอย่างของคุณแม่ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น “การงดแอลกอฮอล์” เพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของตัวอ่อน และความสำเร็จของการตั้งครรภ์ในอนาคต แม้การดื่มแอลกอฮอล์จะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสังคม แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนมีบุตร การละเว้นพฤติกรรมนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่แข็งแรงทั้งตัวคุณแม่เองและลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก  ทำไมต้องงดแอลกอฮอล์ก่อนตั้งครรภ์? การดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย แอลกอฮอล์เหล่านั้นจะผ่านไปที่รกและเข้าสู่ทารกได้โดยตรง ซึ่งทารกในครรภ์ยังไม่มีระบบขับสารพิษที่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ จึงทำให้แอลกอฮอล์ตกค้างและส่งผลเสียต่อพัฒนาการในหลายด้าน เพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักแรกคลอดต่ำ ส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมองของทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความบกพร่องทางสติปัญญาและภาวะปัญญาอ่อนในระยะยาว ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพของทารกได้ สำหรับผู้ที่วางแผนจะทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงวันละ 1 แก้วในเดือนก่อนเข้าสู่กระบวนการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของการตั้งครรภ์ถึง 3 เท่า และหากดื่มในช่วงเริ่มทำ IVF เมื่อใกล้วันเก็บเชื้อ ความเสี่ยงจะสูงขึ้นอีก แต่ในขณะเดียวกัน การดูแลตนเองด้วยการงดดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยให้ตัวอ่อนมีคุณภาพที่ดี และลดความเสี่ยงของโรคหรือความผิดปกติในระยะยาวได้ เตรียมตั้งครรภ์อย่างไรให้พร้อมที่สุด? การเตรียมตัวมีบุตรอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมพื้นฐานของชีวิตประจำวัน ซึ่งการงดแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง พร้อมกับเสริมด้วยแนวทางที่ช่วยเสริมการสร้างตัวอ่อนที่สมบูรณ์ โดยมีคำแนะนำดังนี้ วิธีงดแอลกอฮอล์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไป : หากคุณเคยดื่มเป็นประจำ อาจเริ่มจากการลดความถี่ และเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มแบบไร้แอลกอฮอล์ เช่น น้ำผลไม้คั้นสด โซดามะนาว หรือชาสมุนไพรแบบไม่มีคาเฟอีน เลี่ยงสถานการณ์กระตุ้นการดื่ม : เช่น ไปงานสังสรรค์ที่มักมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พฤติกรรมอื่น ๆ ที่ควรปรับก่อนตั้งครรภ์ นอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-9 ชั่วโมง ช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายทำงานได้สมดุล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว โยคะ หรือว่ายน้ำ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังมดลูก งดบุหรี่และลดคาเฟอีน เนื่องจากเป็นสารที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบสืบพันธุ์ อาหารและสารอาหารที่ช่วยให้ตัวอ่อนคุณภาพดี กรดโฟลิก : ช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทในทารก...

APS (Antiphospholipid Syndrome) คือภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์

ภาวะ APS คือหนึ่งในสาเหตุของการมีบุตรยาก พร้อมวิธีการรักษา

คู่สมรสที่พยายามมีบุตรและกำลังเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ IVF (In Vitro Fertilization) หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ แม้จะผ่านการกระตุ้นไข่ เก็บไข่ ปฏิสนธิ และย้ายตัวอ่อนมาหลายครั้งแล้วก็ตาม สิ่งหนึ่งที่อาจต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ ภาวะ APS (Antiphospholipid Syndrome) หรือที่เรียกกันว่า "แอนติฟอสโฟลิพิด ซินโดรม" ภาวะนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่อาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ การทำความเข้าใจภาวะ APS อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้คุณและคู่สมรสสามารถตัดสินใจหาวิธีการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้เป็นไปตามที่คาดหวัง ภาวะ APS คืออะไร? ภาวะ APS (Antiphospholipid Syndrome) คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง โดยการสร้างแอนติบอดีที่โจมตีโปรตีนฟอสโฟลิพิดในร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดและอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงมดลูก ทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนไม่สำเร็จ หรือเสี่ยงเกิดภาวะแท้งคุกคามได้ การตรวจวินิจฉัยเพื่อวิเคราะห์หาภาวะ APS การวินิจฉัยภาวะ APS มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง การตรวจวินิจฉัยภาวะ APS จะดำเนินการโดยแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาจากอาการทางคลินิกและผลการตรวจเลือด โดยเฉพาะการตรวจหาค่า Antiphospholipid Antibodies แอนติบอดีเหล่านี้ ได้แก่ Lupus Anticoagulant (LA) Anticardiolipin Antibody (aCL)  Anti-β2-glycoprotein I Antibody (anti-β2GPI)  หากตรวจพบแอนติบอดีเหล่านี้ในปริมาณที่สูงกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการเกิดภาวะ APS ได้ อีกทั้งการตรวจเลือดไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แพทย์รู้ถึงระดับความรุนแรงและความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง...

ผู้หญิงที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงสามารถตั้งครรภ์ได้หากวางแผนอย่างถูกวิธี

อ้วน ไขมันในเลือดสูง สาเหตุคนไทยมีลูกยากไม่รู้ตัว

ทุกคนคงทราบดีว่า 'ภาวะไขมันในเลือดสูง' เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปแล้ว ภาวะนี้ยังส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายและระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงและผู้ชายอีกด้วย หากคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์หรือเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การรู้จักวิธีควบคุมระดับไขมันในเลือดจะช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ และนำไปสู่การเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ ไขมันในเลือดสูงคืออะไร? ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) คือ ภาวะที่ระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติ โดยเฉพาะคอเลสเตอรอล (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง การขาดการออกกำลังกาย การมีน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มาก รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมหรือโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือไทรอยด์ทำงานต่ำ ซึ่งในทางการแพทย์ ไขมันในเลือดถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ LDL (Low-Density Lipoprotein) : คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือไขมันเลว หากมีปริมาณสูงเกินไป จะสะสมอยู่ในหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งระดับปกติควรอยู่ที่ไม่เกิน 100 mg/dL HDL (High-Density Lipoprotein) : คอเลสเตอรอลชนิดดีหรือไขมันดี ช่วยนำ LDL กลับไปที่ตับเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ผู้ชายควรมากกว่า 50 mg/dL และผู้หญิงควรมากกว่า 40 mg/dL ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) : ไขมันอีกชนิดที่หากสูงเกินไป ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน ระดับปกติควรอยู่ที่ไม่เกิน 150 mg/dL ผลกระทบของภาวะไขมันในเลือดสูงต่อสุขภาพโดยรวม ในระยะแรก ภาวะไขมันในเลือดสูงมักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ในระยะยาว ภาวะนี้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพหลายประการ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด : ไขมันที่สูงเกินไปจะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ...

ไม่ตั้งครรภ์ เป็นเพราะไข่ตั้งต้นน้อยจริงหรือไม่

“ฟองไข่ตั้งต้นน้อย” น่ากังวลหรือไม่ ต่อการวางแผนมีบุตร?

“ไข่ตั้งต้นน้อย” คำพูดที่เหมือนจะธรรมดา แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากคุณหมอ หลายคนที่กำลังวางแผนการมีบุตร คงจะรู้สึกตกใจ เสียใจ และกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นปมปัญหาที่อาจทำให้ความฝันเรื่องการมีลูก ดูไกลออกไปกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขที่บ่งบอกว่ามีฟองไข่ตั้งต้นน้อย อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทาง เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และควรเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูอย่างเหมาะสม “ไข่ตั้งต้น” คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับโอกาสในการตั้งครรภ์? ไข่ตั้งต้น หรือ Antral Follicle Count (AFC) คือจำนวนฟองไข่เล็กในรังไข่ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยอัลตราซาวนด์ ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดปริมาณไข่สำรองในรังไข่ของผู้หญิงแต่ละคน การนับจำนวนฟองไข่นี้ช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงสภาพความพร้อมของรังไข่สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคต ทำไมแพทย์ใช้ตัวเลขนี้ประเมินภาวะเจริญพันธุ์? แพทย์มักใช้ AFC ร่วมกับการตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone) เพื่อประเมินภาวะเจริญพันธุ์อย่างแม่นยำ ตัวเลข AFC จะบอกปริมาณฟองไข่ตั้งต้น ขณะที่ AMH ช่วยสะท้อนความสามารถของรังไข่ในการตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้น การประเมินสองตัวนี้ร่วมกันช่วยให้แพทย์วางแผนการมีบุตร และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกระตุ้นไข่หรือเก็บไข่ล่วงหน้าได้ ไข่ตั้งต้นน้อย = โอกาสมีลูกน้อยลง จริงไหม? เมื่อได้ยินคำว่าไข่ตั้งต้นน้อย หลายคนอาจกังวลว่าปริมาณไข่ที่ลดลงจะหมายถึงโอกาสตั้งครรภ์ลดลง แต่ความจริงคือ ไข่ตั้งต้นน้อยบ่งบอกเพียงปริมาณไข่ที่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของไข่ลดลงไปทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณภาพของไข่จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าแค่จำนวนของไข่ที่ตรวจพบ ปัจจัยที่ทำให้มีฟองไข่ตั้งต้นน้อย หรือลดลง การมีไข่ตั้งต้นน้อยหรือมีปริมาณลดลงกว่าที่ควรจะเป็น อาจเกิดได้จากปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อรังไข่และปริมาณไข่ของผู้หญิง ดังนี้ อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมไม่ได้ และส่งผลอย่างมากต่อจำนวนและคุณภาพของไข่ (Oocyte, Follicle) ในผู้หญิง โดยจะลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งจะเริ่มลดเร็วขึ้นหลังอายุ 30 ปี  และลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิน 35 ปี   ภาวะทุพโภชนาการ รับสารอาหารไม่ครบหรือไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างและการพัฒนาของฟองไข่ โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินดี, สังกะสี...

ชื้อ HPV อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์โดยเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ และอาจติดต่อถึงทารกขณะทำคลอด

เชื้อ HPV กับการวางแผนตั้งครรภ์ สำคัญต่อสุขภาพแม่-ทารกยังไง

การวางแผนตั้งครรภ์ไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่รวมถึงการเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับการเป็นแม่ด้วย การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าร่างกายพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรอย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในการตรวจที่สำคัญแต่มักถูกมองข้าม คือ การตรวจหาเชื้อ HPV ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพแม่และลูกได้ ดังนั้นการรู้จักและเข้าใจเรื่องเชื้อ HPV จึงเป็นก้าวแรกของการวางแผนตั้งครรภ์อย่างรอบคอบ 1. เชื้อ HPV คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์อย่างไร 1.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเชื้อ HPV Human Papillomavirus หรือ HPV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง โดยเฉพาะในบริเวณอวัยวะเพศ การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก และอาจเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีการสอดใส่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากไวรัสสามารถถ่ายทอดผ่านการสัมผัสผิวหนังในบริเวณอวัยวะเพศได้  และแม้ว่าเชื้อ HPV จะมีมากกว่า 200 ชนิด แต่มีเพียงประมาณ 40 ชนิดเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามระดับความเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk) ที่อาจทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts) กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk) ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเซลล์ที่ผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก สถิติจากงานวิจัยของ Pandey และคณะ (2019) หัวข้อ Infectious Diseases in Obstetrics and Gynecology - Human Papillomavirus (HPV) Infection in Early Pregnancy: Prevalence and Implications ในวารสาร Infectious...

ภาพจำลองของเซลล์ไข่ที่มีคุณภาพไข่สมบูรณ์ พร้อมสำหรับการปฏิสนธิ

ไข่ใบเล็ก ส่งผลต่อคุณภาพไข่ เสี่ยงเกิดภาวะมีบุตรยาก

หลายคนคงเคยได้ยินว่าคุณภาพไข่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่รู้หรือไม่ว่าไข่ใบเล็กอาจเป็นสัญญาณของปัญหาภาวะเจริญพันธุ์ที่ร้ายแรงกว่าที่คิด สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพไข่ การเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการผลิตไข่จะช่วยให้สามารถวางแผนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการมีบุตรในอนาคตด้วย  6 ปัจจัยชี้วัดคุณภาพไข่ที่คนวางแผนมีบุตรต้องรู้ เซลล์ไข่ (Oocyte) เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญในการนำสารพันธุกรรมจากเพศหญิงไปรวมกับอสุจิจากเพศชายเพื่อสร้างตัวอ่อน กล่าวได้ว่า การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเซลล์ไข่มีความสมบูรณ์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความพร้อมของเซลล์ไข่จนนำไปสู่ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ เช่น 1. ระดับฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone) ฮอร์โมน AMH เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณไข่สำรอง หรือความสามารถในการทำงานของรังไข่โดยรวม ใช้ในการประเมินศักยภาพการสืบพันธุ์ของผู้หญิง ระดับ AMH ที่เหมาะสมบ่งบอกว่ามีจำนวนไข่ในรังไข่มากและมีโอกาสสูงที่จะมีไข่ที่มีคุณภาพดี โดยปกติจะอยู่ที่ 1.0-4.0 ng/mL ในทางกลับกัน ระดับ AMH ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ก็สามารถบ่งชี้ว่าไข่สำรองมีจำนวนน้อยลงได้เช่นกัน ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพของไข่ที่ลดลงตามธรรมชาติ การตรวจ AMH สามารถทำได้ตลอดรอบเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนนี้ไม่ผันผวนเหมือนฮอร์โมนอื่น ๆ 2. ระดับฮอร์โมนอื่นที่เกี่ยวข้อง FSH (Follicle Stimulating Hormone) ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของถุงไข่ (Follicles) LH (Luteinizing Hormone) มีบทบาทสำคัญในการทำให้ไข่สุกเต็มที่และกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ Prolactin และ TSH (Thyroid-Stimulating Hormone) ไม่ใช่ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์โดยตรง แต่หากมีปริมาณสูงเกินไป ก็สามารถรบกวนการทำงานของรังไข่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพไข่ได้ 3. การเจริญเติบโตของถุงไข่และฮอร์โมน Estradiol การติดตามการเจริญเติบโตของถุงไข่ด้วยอัลตราซาวนด์ หากถุงไข่มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่ไข่จะมีคุณภาพดีสูงขึ้น ส่วน Estradiol เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากถุงไข่ที่กำลังเติบโต บ่งบอกถึงการตอบสนองของรังไข่ต่อการกระตุ้นไข่และช่วยประเมินคุณภาพไข่เบื้องต้นได้ 4. ลักษณะทางกายภาพของเซลล์ไข่ เป็นการประเมินคุณภาพโดยพิจารณาจากรูปร่างภายนอกและการทำงานของเซลล์...

เลี่ยงคลื่นความร้อนจากมือถือที่อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์

ศึกษาปัจจัยจากมือถือที่ส่งผลต่อคุณภาพอสุจิ พร้อมวิธีป้องกัน

จริงหรือไม่ ? ว่าแค่พกมือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงทุกวัน อาจกำลังทำร้าย “คุณภาพอสุจิ” โดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจคิดว่ามือถือเป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสาร แต่ในความเป็นจริง มือถือสามารถปล่อยทั้งความร้อนและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (RF‑EMF) ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว จำนวน รวมถึงความสมบูรณ์ของอสุจิ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่นักวิจัยต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่การรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้เรารู้วิธีหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพของอสุจิ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ผลกระทบของคลื่นความร้อนจากมือถือ โทรศัพท์มือถือสร้างความร้อนขณะใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเปิดแอปพลิเคชันหนัก หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งหากอยู่ใกล้ถุงอัณฑะโดยตรงก็อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้ชายได้ เนื่องจากอัณฑะต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่าร่างกายประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส เพื่อให้กระบวนการสร้างอสุจิทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการสร้างอสุจิทำงานผิดปกติ อัณฑะเป็นอวัยวะที่ไวต่ออุณหภูมิ หากคลื่นความร้อนจากมือถือทำให้อุณหภูมิถุงอัณฑะสูงขึ้น เซลล์เซอร์โตลีและเซลล์ต้นกำเนิดอสุจิ ซึ่งทำหน้าที่สร้างอสุจิ จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้จำนวนอสุจิลดลงและอาจมีรูปร่างผิดปกติ เช่น หัวไม่สมบูรณ์ หรือหางผิดรูป  ความเคลื่อนไหวของอสุจิลดลง อสุจิที่เคลื่อนไหวช้า หรือจำนวนไม่เพียงพอ มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิสนธิ เนื่องจากอสุจิจำเป็นต้องเคลื่อนตัวไปที่ไข่ของเพศหญิงเพื่อทำการปฏิสนธิ การที่อุณหภูมิถุงอัณฑะสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะทำให้อสุจิเคลื่อนไหวไม่เต็มที่ ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง ผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (RF‑EMF) คลื่น RF‑EMF (Radio Frequency Electromagnetic Field) คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุที่มือถือใช้ในการสื่อสารข้อมูล เช่น การโทรเข้าออก การใช้อินเทอร์เน็ต หรือ Wi-Fi ซึ่งงานวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าคลื่นนี้อาจกระทบต่อคุณภาพอสุจิ เช่น ลดจำนวนและคุณภาพอสุจิ คลื่น RF‑EMF สามารถรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์อสุจิ ทำให้จำนวนอสุจิลดลง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปฏิสนธิ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของอสุจิ การเคลื่อนไหวของอสุจิที่ลดลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ต่ำ โดยพบว่าการสัมผัสคลื่น RF‑EMF ติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน อาจส่งผลให้อสุจิเคลื่อนที่ได้ช้าลง  เพิ่มความเสียหายต่อ DNA อสุจิ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจทำให้เกิด DNA fragmentation หรือความเสียหายต่อสารพันธุกรรมของอสุจิ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพอสุจิลดลง อีกทั้งหาก DNA เกิดความเสียหายรุนแรง...