อ้วน ไขมันในเลือดสูง สาเหตุคนไทยมีลูกยากไม่รู้ตัว
ทุกคนคงทราบดีว่า 'ภาวะไขมันในเลือดสูง' เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปแล้ว ภาวะนี้ยังส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายและระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงและผู้ชายอีกด้วย หากคุณกำลังวางแผนตั้งครรภ์หรือเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก การรู้จักวิธีควบคุมระดับไขมันในเลือดจะช่วยรักษาสมดุลฮอร์โมนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ และนำไปสู่การเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์และมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ ไขมันในเลือดสูงคืออะไร? ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) คือ ภาวะที่ระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติ โดยเฉพาะคอเลสเตอรอล (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง การขาดการออกกำลังกาย การมีน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มาก รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมหรือโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต หรือไทรอยด์ทำงานต่ำ ซึ่งในทางการแพทย์ ไขมันในเลือดถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ LDL (Low-Density Lipoprotein) : คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือไขมันเลว หากมีปริมาณสูงเกินไป จะสะสมอยู่ในหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งระดับปกติควรอยู่ที่ไม่เกิน 100 mg/dL HDL (High-Density Lipoprotein) : คอเลสเตอรอลชนิดดีหรือไขมันดี ช่วยนำ LDL กลับไปที่ตับเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ผู้ชายควรมากกว่า 50 mg/dL และผู้หญิงควรมากกว่า 40 mg/dL ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) : ไขมันอีกชนิดที่หากสูงเกินไป ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้เช่นกัน ระดับปกติควรอยู่ที่ไม่เกิน 150 mg/dL ผลกระทบของภาวะไขมันในเลือดสูงต่อสุขภาพโดยรวม ในระยะแรก ภาวะไขมันในเลือดสูงมักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ในระยะยาว ภาวะนี้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพหลายประการ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด : ไขมันที่สูงเกินไปจะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเกิดขึ้นกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ...
“ฟองไข่ตั้งต้นน้อย” น่ากังวลหรือไม่ ต่อการวางแผนมีบุตร?
“ไข่ตั้งต้นน้อย” คำพูดที่เหมือนจะธรรมดา แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากคุณหมอ หลายคนที่กำลังวางแผนการมีบุตร คงจะรู้สึกตกใจ เสียใจ และกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นปมปัญหาที่อาจทำให้ความฝันเรื่องการมีลูก ดูไกลออกไปกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขที่บ่งบอกว่ามีฟองไข่ตั้งต้นน้อย อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทาง เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และควรเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูอย่างเหมาะสม “ไข่ตั้งต้น” คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับโอกาสในการตั้งครรภ์? ไข่ตั้งต้น หรือ Antral Follicle Count (AFC) คือจำนวนฟองไข่เล็กในรังไข่ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยอัลตราซาวนด์ ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดปริมาณไข่สำรองในรังไข่ของผู้หญิงแต่ละคน การนับจำนวนฟองไข่นี้ช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงสภาพความพร้อมของรังไข่สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคต ทำไมแพทย์ใช้ตัวเลขนี้ประเมินภาวะเจริญพันธุ์? แพทย์มักใช้ AFC ร่วมกับการตรวจฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone) เพื่อประเมินภาวะเจริญพันธุ์อย่างแม่นยำ ตัวเลข AFC จะบอกปริมาณฟองไข่ตั้งต้น ขณะที่ AMH ช่วยสะท้อนความสามารถของรังไข่ในการตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้น การประเมินสองตัวนี้ร่วมกันช่วยให้แพทย์วางแผนการมีบุตร และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกระตุ้นไข่หรือเก็บไข่ล่วงหน้าได้ ไข่ตั้งต้นน้อย = โอกาสมีลูกน้อยลง จริงไหม? เมื่อได้ยินคำว่าไข่ตั้งต้นน้อย หลายคนอาจกังวลว่าปริมาณไข่ที่ลดลงจะหมายถึงโอกาสตั้งครรภ์ลดลง แต่ความจริงคือ ไข่ตั้งต้นน้อยบ่งบอกเพียงปริมาณไข่ที่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพของไข่ลดลงไปทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณภาพของไข่จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์มากกว่าแค่จำนวนของไข่ที่ตรวจพบ ปัจจัยที่ทำให้มีฟองไข่ตั้งต้นน้อย หรือลดลง การมีไข่ตั้งต้นน้อยหรือมีปริมาณลดลงกว่าที่ควรจะเป็น อาจเกิดได้จากปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อรังไข่และปริมาณไข่ของผู้หญิง ดังนี้ อายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมไม่ได้ และส่งผลอย่างมากต่อจำนวนและคุณภาพของไข่ (Oocyte, Follicle) ในผู้หญิง โดยจะลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งจะเริ่มลดเร็วขึ้นหลังอายุ 30 ปี และลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิน 35 ปี ภาวะทุพโภชนาการ รับสารอาหารไม่ครบหรือไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างและการพัฒนาของฟองไข่ โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินดี, สังกะสี...
เชื้อ HPV กับการวางแผนตั้งครรภ์ สำคัญต่อสุขภาพแม่-ทารกยังไง
การวางแผนตั้งครรภ์ไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่รวมถึงการเตรียมสุขภาพร่างกายให้พร้อมสำหรับการเป็นแม่ด้วย การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าร่างกายพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรอย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในการตรวจที่สำคัญแต่มักถูกมองข้าม คือ การตรวจหาเชื้อ HPV ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพแม่และลูกได้ ดังนั้นการรู้จักและเข้าใจเรื่องเชื้อ HPV จึงเป็นก้าวแรกของการวางแผนตั้งครรภ์อย่างรอบคอบ 1. เชื้อ HPV คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์อย่างไร 1.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเชื้อ HPV Human Papillomavirus หรือ HPV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนัง โดยเฉพาะในบริเวณอวัยวะเพศ การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนัก และอาจเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีการสอดใส่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากไวรัสสามารถถ่ายทอดผ่านการสัมผัสผิวหนังในบริเวณอวัยวะเพศได้ และแม้ว่าเชื้อ HPV จะมีมากกว่า 200 ชนิด แต่มีเพียงประมาณ 40 ชนิดเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามระดับความเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk) ที่อาจทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ (Genital Warts) กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk) ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเซลล์ที่ผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก สถิติจากงานวิจัยของ Pandey และคณะ (2019) หัวข้อ Infectious Diseases in Obstetrics and Gynecology - Human Papillomavirus (HPV) Infection in Early Pregnancy: Prevalence and Implications ในวารสาร Infectious...
ไข่ใบเล็ก ส่งผลต่อคุณภาพไข่ เสี่ยงเกิดภาวะมีบุตรยาก
หลายคนคงเคยได้ยินว่าคุณภาพไข่ส่งผลต่อโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่รู้หรือไม่ว่าไข่ใบเล็กอาจเป็นสัญญาณของปัญหาภาวะเจริญพันธุ์ที่ร้ายแรงกว่าที่คิด สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพไข่ การเข้าใจปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการผลิตไข่จะช่วยให้สามารถวางแผนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการมีบุตรในอนาคตด้วย 6 ปัจจัยชี้วัดคุณภาพไข่ที่คนวางแผนมีบุตรต้องรู้ เซลล์ไข่ (Oocyte) เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญในการนำสารพันธุกรรมจากเพศหญิงไปรวมกับอสุจิจากเพศชายเพื่อสร้างตัวอ่อน กล่าวได้ว่า การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเซลล์ไข่มีความสมบูรณ์ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความพร้อมของเซลล์ไข่จนนำไปสู่ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ เช่น 1. ระดับฮอร์โมน AMH (Anti-Mullerian Hormone) ฮอร์โมน AMH เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณไข่สำรอง หรือความสามารถในการทำงานของรังไข่โดยรวม ใช้ในการประเมินศักยภาพการสืบพันธุ์ของผู้หญิง ระดับ AMH ที่เหมาะสมบ่งบอกว่ามีจำนวนไข่ในรังไข่มากและมีโอกาสสูงที่จะมีไข่ที่มีคุณภาพดี โดยปกติจะอยู่ที่ 1.0-4.0 ng/mL ในทางกลับกัน ระดับ AMH ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ก็สามารถบ่งชี้ว่าไข่สำรองมีจำนวนน้อยลงได้เช่นกัน ซึ่งสัมพันธ์กับคุณภาพของไข่ที่ลดลงตามธรรมชาติ การตรวจ AMH สามารถทำได้ตลอดรอบเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนนี้ไม่ผันผวนเหมือนฮอร์โมนอื่น ๆ 2. ระดับฮอร์โมนอื่นที่เกี่ยวข้อง FSH (Follicle Stimulating Hormone) ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของถุงไข่ (Follicles) LH (Luteinizing Hormone) มีบทบาทสำคัญในการทำให้ไข่สุกเต็มที่และกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ Prolactin และ TSH (Thyroid-Stimulating Hormone) ไม่ใช่ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์โดยตรง แต่หากมีปริมาณสูงเกินไป ก็สามารถรบกวนการทำงานของรังไข่และส่งผลกระทบต่อคุณภาพไข่ได้ 3. การเจริญเติบโตของถุงไข่และฮอร์โมน Estradiol การติดตามการเจริญเติบโตของถุงไข่ด้วยอัลตราซาวนด์ หากถุงไข่มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่ไข่จะมีคุณภาพดีสูงขึ้น ส่วน Estradiol เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากถุงไข่ที่กำลังเติบโต บ่งบอกถึงการตอบสนองของรังไข่ต่อการกระตุ้นไข่และช่วยประเมินคุณภาพไข่เบื้องต้นได้ 4. ลักษณะทางกายภาพของเซลล์ไข่ เป็นการประเมินคุณภาพโดยพิจารณาจากรูปร่างภายนอกและการทำงานของเซลล์...
ศึกษาปัจจัยจากมือถือที่ส่งผลต่อคุณภาพอสุจิ พร้อมวิธีป้องกัน
จริงหรือไม่ ? ว่าแค่พกมือถือไว้ในกระเป๋ากางเกงทุกวัน อาจกำลังทำร้าย “คุณภาพอสุจิ” โดยไม่รู้ตัว หลายคนอาจคิดว่ามือถือเป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสาร แต่ในความเป็นจริง มือถือสามารถปล่อยทั้งความร้อนและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (RF‑EMF) ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว จำนวน รวมถึงความสมบูรณ์ของอสุจิ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่นักวิจัยต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่การรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้เรารู้วิธีหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพของอสุจิ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ผลกระทบของคลื่นความร้อนจากมือถือ โทรศัพท์มือถือสร้างความร้อนขณะใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเปิดแอปพลิเคชันหนัก หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งหากอยู่ใกล้ถุงอัณฑะโดยตรงก็อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้ชายได้ เนื่องจากอัณฑะต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่าร่างกายประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส เพื่อให้กระบวนการสร้างอสุจิทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการสร้างอสุจิทำงานผิดปกติ อัณฑะเป็นอวัยวะที่ไวต่ออุณหภูมิ หากคลื่นความร้อนจากมือถือทำให้อุณหภูมิถุงอัณฑะสูงขึ้น เซลล์เซอร์โตลีและเซลล์ต้นกำเนิดอสุจิ ซึ่งทำหน้าที่สร้างอสุจิ จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้จำนวนอสุจิลดลงและอาจมีรูปร่างผิดปกติ เช่น หัวไม่สมบูรณ์ หรือหางผิดรูป ความเคลื่อนไหวของอสุจิลดลง อสุจิที่เคลื่อนไหวช้า หรือจำนวนไม่เพียงพอ มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิสนธิ เนื่องจากอสุจิจำเป็นต้องเคลื่อนตัวไปที่ไข่ของเพศหญิงเพื่อทำการปฏิสนธิ การที่อุณหภูมิถุงอัณฑะสูงขึ้นเป็นเวลานาน จะทำให้อสุจิเคลื่อนไหวไม่เต็มที่ ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง ผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (RF‑EMF) คลื่น RF‑EMF (Radio Frequency Electromagnetic Field) คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุที่มือถือใช้ในการสื่อสารข้อมูล เช่น การโทรเข้าออก การใช้อินเทอร์เน็ต หรือ Wi-Fi ซึ่งงานวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าคลื่นนี้อาจกระทบต่อคุณภาพอสุจิ เช่น ลดจำนวนและคุณภาพอสุจิ คลื่น RF‑EMF สามารถรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์อสุจิ ทำให้จำนวนอสุจิลดลง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปฏิสนธิ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของอสุจิ การเคลื่อนไหวของอสุจิที่ลดลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โอกาสตั้งครรภ์ต่ำ โดยพบว่าการสัมผัสคลื่น RF‑EMF ติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน อาจส่งผลให้อสุจิเคลื่อนที่ได้ช้าลง เพิ่มความเสียหายต่อ DNA อสุจิ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจทำให้เกิด DNA fragmentation หรือความเสียหายต่อสารพันธุกรรมของอสุจิ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพอสุจิลดลง อีกทั้งหาก DNA เกิดความเสียหายรุนแรง...
โรคเบาหวานกับการมีลูกยาก รู้และเข้าใจ เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
การวางแผนมีลูกเป็นขั้นตอนสำคัญของหลาย ๆ คู่แต่งงาน แต่สำหรับคู่ที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือมีปัญหาเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการตั้งครรภ์ ดังนั้นเราจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานว่ามีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์อย่างไร และแนะนำวิธีการลดความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีบุตร โรคเบาหวานคืออะไร? โรคเบาหวาน (Diabetes) คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตามปกติ เนื่องจากการทำงานของอินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อนไม่เพียงพอ หรือการตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยโรคเบาหวานมีสองประเภทหลัก ๆ ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเบาหวานที่เกิดจากการขาดอินซูลินในร่างกายทั้งหมด มักพบในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดจากความต้านทานต่ออินซูลิน คือร่างกายยังคงผลิตอินซูลินได้ แต่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคเบาหวานมีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์อย่างไร? โรคเบาหวานมีผลกระทบโดยตรงต่อการตั้งครรภ์และภาวะเจริญพันธุ์ในทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ดังนี้ ผลกระทบในผู้หญิง น้ำตาลในเลือดสูงจะไปรบกวนการทำงานของรังไข่ ระดับน้ำตาลที่สูงเกินไปส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ ทำให้การเจริญเติบโตของไข่ไม่สมบูรณ์และคุณภาพของไข่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อนไม่ประสบความสำเร็จ ฮอร์โมนผิดปกติ การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้ประจำเดือนมาผิดปกติหรือไม่มาตามรอบ ลดโอกาสในการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ปัญหาการเจริญเติบโตของไข่และการตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก ภาวะเบาหวานที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างดี ส่งผลต่อคุณภาพของไข่ที่ผลิตออกมา ทำให้โอกาสในการปฏิสนธิลดลง และหากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่ตัวอ่อนจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ หรือเกิดภาวะการแท้งคุกคาม ผลกระทบในชาย เบาหวานส่งผลต่อคุณภาพและจำนวนอสุจิ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป ทำให้อสุจิมีคุณภาพลดลง ทั้งในด้านรูปร่าง การเคลื่อนที่ และจำนวนอสุจิ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการทำงานของหลอดเลือดและเส้นประสาท นำไปสู่ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีเพศสัมพันธ์และการมีบุตร วิธีลดความเสี่ยงและดูแลตัวเองเมื่อวางแผนตั้งครรภ์ การควบคุมโรคเบาหวานและดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูก ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมตัวมีบุตร โดยควรควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด โดยต้องตั้งเป้าหมายให้ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามและวางแผนการตั้งครรภ์ สำหรับคู่รักที่มีภาวะเบาหวานอยู่แล้ว ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเบาหวานและสูตินรีแพทย์ เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่สุด แพทย์จะช่วยประเมินความเสี่ยง ปรับแผนการรักษา และแนะนำการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลาของการวางแผนตั้งครรภ์ เลือกรับประทานอาหารสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ ควรเน้นอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว...
เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดูแลสุขภาพเพื่อเตรียมตัวตั้งครรภ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินอาหารเสริม หรือการปรึกษาแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม อย่างเช่น “การดื่มน้ำ” เพราะในความเป็นจริงแล้ว การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน มีบทบาทสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง และอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้อย่างไรบ้าง ทำไมน้ำจึงสำคัญต่อการตั้งครรภ์? ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำมากถึง 60-70% และระบบต่าง ๆ ในร่างกายล้วนต้องพึ่งพาน้ำในการทำงาน รวมถึงระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง เช่น รังไข่ มดลูก และมูกไข่ ซึ่งการดื่มน้ำไม่เพียงแต่ช่วยในการขับของเสีย แต่ยังช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ และรักษาสมดุลของฮอร์โมนเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดื่มน้ำมีผลต่อการตกไข่และมูกไข่อย่างไร? หนึ่งในสิ่งที่สำคัญต่อการปฏิสนธิก็คือ “มูกไข่ (Cervical Mucus)” ซึ่งทำหน้าที่นำทางให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่ไปถึงไข่ได้ง่ายขึ้น โดยมูกไข่ที่มีคุณภาพดี จะต้องมีลักษณะใส ยืดหยุ่น และมีปริมาณมากพอ โดยมีปัจจัยสำคัญอย่าง “ระดับความชุ่มชื้นในร่างกาย” ที่จะส่งผลต่อลักษณะของมูกไข่โดยตรง หากดื่มน้ำน้อยเกินไป มูกไข่อาจแห้ง ข้นเหนียว หรือมีน้อยเกินไป ส่งผลให้การเคลื่อนที่ของอสุจิเป็นไปได้อย่างลำบาก และลดโอกาสในการปฏิสนธิ ในทางกลับกัน การดื่มน้ำให้เพียงพอ สามารถช่วยให้มูกไข่มีคุณภาพเหมาะสมในช่วงวันตกไข่ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองของการตั้งครรภ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่ถึงจะพอ? แม้แต่ละคนจะต้องการน้ำในปริมาณต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว การใช้พลังงาน และสภาพอากาศ แต่โดยทั่วไปแล้ว แนะนำให้ผู้หญิงที่กำลังวางแผนมีบุตร ดื่มน้ำประมาณ 2-2.5 ลิตรต่อวัน หรือ ราว ๆ 8-10 แก้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายอย่างเหมาะสม และหากคุณดื่มเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น ชา กาแฟ หรือออกกำลังกายมากกว่าปกติ ควรดื่มน้ำเพิ่มอีกประมาณ...