เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ทำไมกระตุ้นไข่ไม่สำเร็จ ? เจาะสาเหตุที่ควรรู้ก่อนเริ่ม

ผู้หญิงกังวลใจ หลังทราบว่ากระตุ้นไข่ไม่สำเร็จ

Table of Contents

Key takeaway / Summary of topic answer

ภาวะกินยากระตุ้นไข่แล้วไข่ไม่ตก มักเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS), ภาวะดื้อยากระตุ้นไข่, ค่า BMI ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือปริมาณไข่สำรองเหลือน้อยตามวัย ซึ่งหากการรักษาด้วยยาชนิดรับประทานไม่ประสบความสำเร็จ แพทย์อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนตัวยา และอาจมีการใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่ หรือเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว (ICSI) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

สำหรับผู้หญิงที่เผชิญภาวะมีบุตรยาก การเริ่มต้นรักษาด้วยการกินยากระตุ้นไข่ เปรียบเสมือนก้าวแรกที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่หลายคนกลับต้องผิดหวังเมื่อตรวจติดตามผลแล้วพบว่าไข่ไม่ตกตามที่คาดหวัง หรือขนาดไข่ไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น ภาวะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความกังวลใจ แต่ยังทำให้เกิดความสงสัยว่าร่างกายมีความผิดปกติส่วนไหนและต้องทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้การตั้งครรภ์เกิดขึ้นจริง

ทำไมกินยากระตุ้นไข่แล้วไข่ไม่ตก ?

แม้ว่ายากระตุ้นไข่แบบทาน เช่น Clomiphene Citrate หรือ Letrozole จะมีประสิทธิภาพสูงในการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นรังไข่ แต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกระตุ้นไข่ไม่สำเร็จได้ ดังนี้

เกิดภาวะ PCOS

ผู้หญิงที่มีภาวะ PCOS หรือ ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ มักมีฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการเจริญเติบโตของไข่ ทำให้ถุงไข่หยุดชะงักและไม่สามารถพัฒนาไปเป็นไข่ที่สมบูรณ์ได้ ถึงแม้จะกินยาตามกำหนดแล้วก็ตาม

ดื้อยากระตุ้นไข่ 

ร่างกายบางคนไม่ตอบสนองต่อยาชนิดทาน แม้จะมีการเพิ่มโดสยาให้สูงขึ้นก็ตาม ซึ่งภาวะดื้อยานี้มักพบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงส่งผลให้ไม่เกิดการพัฒนาไปเป็นไข่ที่สมบูรณ์

ค่า BMI ที่ไม่เหมาะสม 

น้ำหนักตัวมีผลโดยตรงต่อการทำงานของยาและการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย หากน้ำหนักมากเกินไป ไขมันสะสมจะรบกวนการทำงานของฮอร์โมน แต่หากน้ำหนักน้อยเกินไป ร่างกายอาจไม่พร้อมสำหรับการตกไข่ ส่งผลให้การทำงานของยากระตุ้นไข่มีประสิทธิภาพลดลง ไข่ที่ควรจะโตจึงหยุดการเจริญเติบโตไป

ปริมาณไข่สำรองเหลือน้อย

เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย ปริมาณไข่ที่สะสมอยู่ในรังไข่จะลดน้อยลงและมีคุณภาพต่ำลง ในกรณีนี้ การใช้ยากระตุ้นไข่ชนิดทานในโดสปกติอาจไม่เพียงพอที่จะปลุกรังไข่ให้ทำงานได้ ทำให้ผลการอัลตราซาวด์ไม่พบถุงไข่ที่พร้อมต่อการตกไข่

กระตุ้นไข่ไม่สำเร็จ ? นัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

การวินิจฉัยภาวะกระตุ้นไข่ไม่สำเร็จ

การจะระบุว่าการกินยากระตุ้นไข่ในแต่ละรอบได้ผลหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ความรู้สึกทางร่างกาย แต่ต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ดังนี้

  • การอัลตราซาวด์ติดตามขนาดถุงไข่ : หากพบว่าถุงไข่ (Follicle) มีขนาดเล็กกว่า 18-20 มิลลิเมตร ในช่วงวันที่ควรจะมีการตกไข่ หรือประมาณวันที่ 12-14 ของรอบเดือน จะถือว่าไข่ไม่สมบูรณ์และไม่มีคุณภาพพอที่จะปฏิสนธิ
  • การใช้ชุดตรวจการตกไข่ (LH Test) : หากตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าแถบสีไม่เข้มเท่าแถบควบคุมติดต่อกันหลายวัน หรือไม่เจอช่วง “LH Surge” ซึ่งเป็นช่วงฮอร์โมนสูงสุด จะถือว่าเป็นสัญญาณว่าไข่ไม่ตก
  • ความพร้อมของผนังมดลูก : ในบางกรณี ยา Clomiphene อาจส่งผลข้างเคียงทำให้ผนังมดลูกบาง แม้ไข่จะโตและตกตามปกติ แต่หากมดลูกไม่หนาพอ ตัวอ่อนก็จะไม่สามารถฝังตัวได้

 

แพทย์อัลตราซาวด์เพื่อติดตามการกินยากระตุ้นไข่

 

ทางออกเมื่อยากระตุ้นไข่แบบทานไม่ได้ผล

หากพยายามกินยากระตุ้นไข่มาแล้ว 3-6 รอบ แต่ไข่ไม่ตก แพทย์อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

การเปลี่ยนชนิดของยากระตุ้น

หากร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาชนิดหนึ่ง แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยา เช่น จาก Clomiphene ไปเป็น Letrozole ซึ่งมีกลไกในการยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเทส จึงให้ผลดีกว่าในผู้ป่วย PCOS และมักไม่ส่งผลให้ผนังมดลูกบาง

การใช้ยาฉีดกระตุ้นไข่ (Gonadotropins)

เมื่อยาแบบทานเอาไม่อยู่ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การฉีดยากระตุ้นไข่แทน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า โดยจะฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตไข่หลายใบในรอบเดือนเดียว ข้อดีคือมีความแม่นยำสูงและให้ไข่ที่มีคุณภาพมากกว่า แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะรังไข่ตอบสนองเกินขนาด

การรักษาด้วยการทำ ICSI 

ในกรณีที่ปัญหามีความซับซ้อน หรืออายุเริ่มมากขึ้น การรอคอยให้ไข่ตกตามธรรมชาติหลังการกินยาอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพ การก้าวเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วอย่างการทำ ICSI จะช่วยให้แพทย์สามารถเก็บไข่ออกมาปฏิสนธิภายนอก ทั้งยังสามารถคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพื่อนำไปปฏิสนธิ และเพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนสมบูรณ์ก่อนจะย้ายกลับเข้าสู่มดลูก เพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้ประสบผลสำเร็จได้มากขึ้น

วางแผนรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้วยการวิเคราะห์ปัญหาและหาสาเหตุอย่างละเอียด ที่ VFC Center

ภาวะไข่ไม่ตกแก้ไขได้ ด้วยการวางแผนที่แม่นยำที่ VFC Center 

ภาวะไข่ไม่ตกแม้จะกินยาแล้วแต่ยังไม่ได้ผล ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโอกาสมีลูก แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณต้องการการวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้นและมีแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจง ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) เรายินดีให้บริการสำหรับคู่รักที่ต้องการรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้วยการใช้ยากระตุ้นไข่อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทำ ICSI โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่จะประเมินสภาพร่างกายอย่างละเอียด พร้อมติดตามดูแลตลอดกระบวนการรักษา เพื่อให้มั่นใจในทุกขั้นตอนสู่การเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่สมบูรณ์

บทความโดย แพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

การใช้ยา Clomiphene ติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้ผนังมดลูกบางลงหรือมูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อปรับปริมาณยาหรือเปลี่ยนชนิดยาให้เหมาะสม

เป็นไปได้ เพราะการตั้งครรภ์ต้องอาศัยปัจจัยอื่นด้วย เช่น ความแข็งแรงของอสุจิ ความพร้อมของผนังมดลูก หรือท่อนำไข่ที่ไม่ตีบตัน หากไข่ตกแต่ยังไม่ท้อง ควรตรวจวิเคราะห์ปัจจัยฝ่ายชายและตรวจฉีดสีดูท่อนำไข่เพิ่มเติม

Book a consultation with Dr. Worawat Siripoon at our infertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.