เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ใส่ตัวอ่อนไม่ติด ประจำเดือนบอกได้หรือไม่ มีสาเหตุจากอะไร ?

ผู้หญิงเช็กประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อน

Table of Contents

การเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำ ICSI เป็นการลงทุนทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้ว่าผลลัพธ์จะต้องเจอกับความผิดหวังเมื่อใส่ตัวอ่อนไม่ติด แต่การทำความเข้าใจสัญญาณของร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการมาของประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อน ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการช่วยประเมินด้านการตอบสนองของร่างกายและเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนการรักษารอบถัดไปให้แม่นยำยิ่งขึ้น

บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับช่วงเวลาการมาของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อเตรียมตัวในการวางแผนการรักษาสำหรับรอบต่อไป

ใส่ตัวอ่อนไม่ติดคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หลังการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันสำหรับตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ หากกระบวนการนี้ไม่เกิดขึ้น เรามักเรียกว่า “ใส่ตัวอ่อนไม่ติด” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้เป็นปกติและเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • ตัวอ่อนคุณภาพไม่สมบูรณ์ ความผิดปกติของโครโมโซมมักเป็นสาเหตุสำคัญ เช่น ตัวอ่อนไม่แบ่งเซลล์ตามปกติ หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม แม้จะคัดเลือกตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วก็ยังอาจเกิดภาวะนี้ได้
  • เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัว ไม่ว่าจะหนาไม่พอ บางเกินไป หรือมีภาวะอักเสบเรื้อรัง ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการฝังตัวของตัวอ่อนทั้งสิ้น
  • ระดับฮอร์โมนผิดสมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีบทบาทสำคัญในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก หากระดับฮอร์โมนไม่เพียงพอ ตัวอ่อนอาจไม่สามารถฝังตัวได้
  • อายุของผู้หญิง โดยเฉพาะช่วง 35 ปีขึ้นไป ซึ่งคุณภาพของไข่มักลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ
  • ปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ หรือภาวะโรคเรื้อรังบางชนิด ย่อมส่งผลต่อความสามารถของมดลูกในการรับตัวอ่อน

ในหลายกรณี แม้ทีมแพทย์จะเตรียมตัวอ่อนและมดลูกอย่างดีแล้ว แต่การฝังตัวก็ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในกระบวนการทำ ICSI และสามารถปรับแผนเพื่อเพิ่มโอกาสครั้งถัดไปได้เสมอ

ปรึกษาสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เพื่อวางแผนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์

ประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อน บ่งบอกอะไรได้บ้าง ?

หนึ่งในสัญญาณที่หลายคนใช้ประเมินว่า “ใส่ตัวอ่อนไม่ติด” คือการมาของประจำเดือน แต่ในความจริงแล้วสิ่งที่ออกมาอาจไม่ใช่ประจำเดือนอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน โดยเฉพาะในด้านปริมาณ สี ลักษณะ และช่วงเวลาที่มา สามารถบ่งบอกสภาวะร่างกายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งควรแยกให้ออกเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

ประจำเดือนมาวันไหนหลังย้ายตัวอ่อน ?

โดยทั่วไป หากการฝังตัวไม่เกิดขึ้น ประจำเดือนจะมาประมาณ 3-5 วันหลังจากหยุดยาฮอร์โมน เนื่องจากการใส่ตัวอ่อนมักใช้ยาฮอร์โมนจึงอาจทำให้ไม่มีประจำเดือนแม้ว่าไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อน

แม้มีเลือดออกแต่ “ยังลุ้นได้” ต้องมีลักษณะอย่างไร ?

ไม่ใช่เลือดออกทุกแบบจะเป็นประจำเดือนที่บ่งชี้ว่าตัวอ่อนไม่ติด เพราะเลือดบางชนิดเป็นสัญญาณที่ยังลุ้นได้ โดยลักษณะเลือดที่อาจยังมีโอกาสตั้งครรภ์ ได้แก่

  • เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation bleeding) ซึ่งอาจเกิดขึ้นช่วง 6 – 10 วันหลังย้ายตัวอ่อน ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้
    • สีชมพูอ่อน น้ำตาล
    • ปริมาณน้อยมาก
    • หยุดได้เองภายใน 1–2 วัน
  • เลือดจากผลของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ได้รับในช่วงหลังย้ายตัวอ่อน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือการใช้ยาไม่สม่ำเสมอทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนอาจทำให้มีเลือดออกได้
  • เลือดจากยาสอด โดยการใช้ยาเหน็บทุกวันอาจทำให้เกิดการระคายเคืองจนมีเลือดออกสีน้ำตาล ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป

หากใส่ตัวอ่อนไม่ติด จะสังเกตได้จากอาการอะไรบ้าง ?

ผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการเด่นชัด แต่มีสัญญาณบางอย่างที่พบได้บ่อยนอกจากประจำเดือนมา เช่น

  • อาการปวดท้องรุนแรง ซึ่งมักสัมพันธ์กับการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก
  • อารมณ์แปรปรวนจากการลดลงของฮอร์โมน
  • หน้าอกไม่คัด ไม่เจ็บเหมือนช่วงก่อนมีประจำเดือน
  • ไม่มีอาการเหมือนตั้งครรภ์ เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย
  • ตรวจเลือด hCG ไม่ขึ้น ซึ่งเป็นการยืนยันที่แม่นยำที่สุด

การเก็บข้อมูลอาการของตัวเองในแต่ละรอบการรักษา จะช่วยให้แพทย์สามารถนำไปพิจารณาร่วมกับการวางแผนครั้งถัดไปได้ชัดเจนขึ้น

ใส่ตัวอ่อนไม่ติด ประจำเดือนมาไม่ปกติ ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ ด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ที่ VFC Center

คู่รักเข้ารับการประเมินรอบการรักษากับแพทย์ หลังใส่ตัวอ่อนไม่ติด

ควรทำอย่างไรหลังใส่ตัวอ่อนไม่ติดและประจำเดือนมา ?

แม้จะมีความผิดหวัง แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นในรอบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนในรอบหน้า ซึ่งควรดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

เข้ารับการประเมินรอบการรักษากับแพทย์

การประเมินหลังรอบการรักษา (Post-cycle review) เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้แพทย์และคนไข้เข้าใจว่า “กระบวนการในส่วนใดที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวอ่อนไม่ติด” เช่น

  • ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อนเพียงพอหรือไม่
  • เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาและความสมบูรณ์เหมาะต่อการฝังตัวหรือไม่ รวมทั้งประเมินการมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกของตัวมดลูก
  • ช่วงเวลาของการย้ายตัวอ่อน (Timing) ตรงกับหน้าต่างการฝังตัวหรือไม่
  • ตัวอ่อนมีคุณภาพระดับใดก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งคุณภาพของตัวอ่อนกับผลของโครโมโซมตัวอ่อนไม่สัมพันธ์กัน

การทบทวนข้อมูลทั้งหมดนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของรอบที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถชี้จุดที่ต้องแก้ไขได้ตรงจุด รวมถึงกำหนดแนวทางการรักษาครั้งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตรวจฮอร์โมนและอัลตราซาวด์

หลังประจำเดือนมา แพทย์มักทำการตรวจฮอร์โมนรอบใหม่ เช่น การตรวจฮอร์โมน FSH, LH, Estradiol, Progesterone รวมถึงฮอร์โมนไทรอยด์ หรือโปรแลคตินหากจำเป็น เพื่อประเมินระบบต่อมไร้ท่อซึ่งมีบทบาทต่อการตั้งครรภ์โดยตรง อีกทั้งยังอาจมีการทำอัลตราซาวด์ (Transvaginal Ultrasound) เพื่อประเมินในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น

  • มดลูกมีความผิดปกติหรือไม่ เช่น โพลิป (การเจริญเติบโตที่ยื่นออกมาอย่างผิดปกติของเนื้อเยื่อ) มีเนื้องอก หรือมีพังผืด
  • เยื่อบุโพรงมดลูกกลับสู่ภาวะปกติหรือมีความผิดปกติที่ต้องรักษาก่อนทำรอบใหม่
  • รังไข่ตอบสนองอย่างไรหลังจากรอบการกระตุ้นไข่ที่ผ่านมา

การประเมินทั้งหมดนี้ จะช่วยให้การรักษาในรอบใหม่เริ่มต้นได้อย่างราบรื่น และช่วยมั่นใจว่าระบบสืบพันธุ์พร้อมต่อกระบวนการต่าง ๆ หรือหากพบปัญหาก็สามารถรักษาก่อนเพื่อเพิ่มโอกาสติดในรอบถัดไป

ประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ

การใส่ตัวอ่อนไม่ติดไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเสมอไป แต่เป็นสาเหตุที่เกิดจากหลายปัจจัย ดังนั้นในบางราย แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเจาะจงสาเหตุให้ชัดขึ้น เช่น

  • ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมปกติ ลดความเสี่ยงฝังตัวไม่สำเร็จ
  • ประเมินภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่าที่คิดและมักไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง แต่ส่งผลโดยตรงต่อการฝังตัว
  • ตรวจ ERA (Endometrial Receptivity Analysis) เพื่อช่วยระบุว่าควรย้ายตัวอ่อนในช่วงเวลาใด เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับตัวอ่อนมากที่สุด
  • ตรวจประเมินโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ธัยรอยด์ผิดปกติและภาวะภูมิต้านทานต่อตัวอ่อน เช่น antiphospholipid syndrome

ผลจากการประเมินเชิงลึกเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยปรับแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ทำให้การวางแผนทำ ICSI รอบใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เตรียมแผนใหม่

เมื่อทราบสาเหตุหรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ชัดเจน แพทย์จะวางแผนการรักษาในรอบถัดไปได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม เช่น

  • ปรับสูตรยาฮอร์โมน หรือปริมาณยาให้สอดคล้องกับการตอบสนองของรังไข่
  • เปลี่ยนประเภทของรอบการย้าย เช่น จากรอบธรรมชาติเป็นรอบฮอร์โมน
  • ปรับเวลาการเริ่มยา หรือเวลาย้ายตัวอ่อนตามผล ERA
  • เพิ่มการตรวจพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือปัญหาเกี่ยวกับมดลูก และทำการรักษาก่อนการใส่ตัวอ่อน

การวางแผนที่อิงกับข้อมูลจากรอบที่ผ่านมา ทำให้การรักษาครั้งใหม่ไม่ใช่การลองผิดลองถูก แต่กลายเป็นกระบวนการที่มีหลักฐานรองรับ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จ

วางแผนตั้งครรภ์ เพิ่มอัตราความสำเร็จ กับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

ดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับรอบถัดไป

แม้ความกังวลและความผิดหวังหลังใส่ตัวอ่อนไม่ติดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ช่วงเวลานี้คือโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรอบการรักษาใหม่ การดูแลตัวเองในช่วงนี้ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและส่งผลดีต่อคุณภาพไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และสุขภาพโดยรวม จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ออกกำลังกายเบา ๆ และควบคุมอาหาร เพื่อให้ฮอร์โมนสมดุลขึ้น

กรณีใส่ตัวอ่อนไม่ติดไม่ได้เป็นสัญญาณล้มเหลวถาวร แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ร่างกายและปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ซึ่งการสังเกตประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อนยังจะช่วยประเมินได้ว่าร่างกายตอบสนองต่อการฝังตัวอย่างไรและควรปรับแผนในทิศทางไหน

หากประสบปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ หรืออยากวางแผนเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในรอบถัดไป สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้ที่ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เรามีทีมแพทย์พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมทุกกระบวนการในการมีบุตร

บทความโดย แพทย์วนากานต์ สิงหเสนา

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

เลือดล้างหน้าเด็กมักมีปริมาณน้อย สีชมพูอ่อน หรือน้ำตาล และหยุดภายใน 1 - 2 วัน ในขณะที่ประจำเดือนมักมีปริมาณมากต่อเนื่องและมาพร้อมอาการปวดท้องคล้ายรอบปกติ หากแยกไม่ออก หรือเลือดออกต่อเนื่อง ควรบันทึกอาการและติดต่อแพทย์เพื่อประเมินร่วมกับการตรวจเลือด hCG

การตรวจ PGT-A เหมาะกับคนบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่เคยใส่ตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง หรือมีประวัติแท้งซ้ำ โดยแพทย์จะประเมินจากประวัติการรักษา คุณภาพตัวอ่อน และผลตรวจอื่น ๆ ร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่ทุกเคสที่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทั้งหมด

ประจำเดือนมาไม่ปกติอาจสะท้อนถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือความผิดปกติของการตกไข่ ซึ่งส่งผลต่อความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกและคุณภาพไข่ จึงอาจลดโอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวได้ การประเมินและรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติก่อนเริ่มรอบ ICSI จึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนรักษา

ระยะเวลาพักขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ผลข้างเคียงจากการกระตุ้นไข่ และผลการประเมินจากแพทย์ บางรายสามารถเริ่มวางแผนรอบใหม่ได้ในเวลาไม่นานหลังประจำเดือนมา แต่บางรายอาจต้องรักษาภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ หรือปรับฮอร์โมนก่อน จึงควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

Dr. Wannakan Singhasena, a fertility specialist in Thailand

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.