การเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยการทำ ICSI เป็นการลงทุนทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้ว่าผลลัพธ์จะต้องเจอกับความผิดหวังเมื่อใส่ตัวอ่อนไม่ติด แต่การทำความเข้าใจสัญญาณของร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการมาของประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อน ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการช่วยประเมินด้านการตอบสนองของร่างกายและเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนการรักษารอบถัดไปให้แม่นยำยิ่งขึ้น
บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับช่วงเวลาการมาของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพื่อเตรียมตัวในการวางแผนการรักษาสำหรับรอบต่อไป
ใส่ตัวอ่อนไม่ติดคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
หลังการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันสำหรับตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์ หากกระบวนการนี้ไม่เกิดขึ้น เรามักเรียกว่า “ใส่ตัวอ่อนไม่ติด” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้เป็นปกติและเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น
- ตัวอ่อนคุณภาพไม่สมบูรณ์ ความผิดปกติของโครโมโซมมักเป็นสาเหตุสำคัญ เช่น ตัวอ่อนไม่แบ่งเซลล์ตามปกติ หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม แม้จะคัดเลือกตัวอ่อนคุณภาพดีแล้วก็ยังอาจเกิดภาวะนี้ได้
- เยื่อบุโพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัว ไม่ว่าจะหนาไม่พอ บางเกินไป หรือมีภาวะอักเสบเรื้อรัง ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการฝังตัวของตัวอ่อนทั้งสิ้น
- ระดับฮอร์โมนผิดสมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีบทบาทสำคัญในการเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูก หากระดับฮอร์โมนไม่เพียงพอ ตัวอ่อนอาจไม่สามารถฝังตัวได้
- อายุของผู้หญิง โดยเฉพาะช่วง 35 ปีขึ้นไป ซึ่งคุณภาพของไข่มักลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ
- ปัจจัยด้านภูมิคุ้มกันและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ หรือภาวะโรคเรื้อรังบางชนิด ย่อมส่งผลต่อความสามารถของมดลูกในการรับตัวอ่อน
ในหลายกรณี แม้ทีมแพทย์จะเตรียมตัวอ่อนและมดลูกอย่างดีแล้ว แต่การฝังตัวก็ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในกระบวนการทำ ICSI และสามารถปรับแผนเพื่อเพิ่มโอกาสครั้งถัดไปได้เสมอ
ปรึกษาสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เพื่อวางแผนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์
ประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อน บ่งบอกอะไรได้บ้าง ?
หนึ่งในสัญญาณที่หลายคนใช้ประเมินว่า “ใส่ตัวอ่อนไม่ติด” คือการมาของประจำเดือน แต่ในความจริงแล้วสิ่งที่ออกมาอาจไม่ใช่ประจำเดือนอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน โดยเฉพาะในด้านปริมาณ สี ลักษณะ และช่วงเวลาที่มา สามารถบ่งบอกสภาวะร่างกายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งควรแยกให้ออกเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ประจำเดือนมาวันไหนหลังย้ายตัวอ่อน ?
โดยทั่วไป หากการฝังตัวไม่เกิดขึ้น ประจำเดือนจะมาประมาณ 3-5 วันหลังจากหยุดยาฮอร์โมน เนื่องจากการใส่ตัวอ่อนมักใช้ยาฮอร์โมนจึงอาจทำให้ไม่มีประจำเดือนแม้ว่าไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อน
แม้มีเลือดออกแต่ “ยังลุ้นได้” ต้องมีลักษณะอย่างไร ?
ไม่ใช่เลือดออกทุกแบบจะเป็นประจำเดือนที่บ่งชี้ว่าตัวอ่อนไม่ติด เพราะเลือดบางชนิดเป็นสัญญาณที่ยังลุ้นได้ โดยลักษณะเลือดที่อาจยังมีโอกาสตั้งครรภ์ ได้แก่
- เลือดล้างหน้าเด็ก (Implantation bleeding) ซึ่งอาจเกิดขึ้นช่วง 6 – 10 วันหลังย้ายตัวอ่อน ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้
- สีชมพูอ่อน น้ำตาล
- ปริมาณน้อยมาก
- หยุดได้เองภายใน 1–2 วัน
- เลือดจากผลของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ได้รับในช่วงหลังย้ายตัวอ่อน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือการใช้ยาไม่สม่ำเสมอทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนอาจทำให้มีเลือดออกได้
- เลือดจากยาสอด โดยการใช้ยาเหน็บทุกวันอาจทำให้เกิดการระคายเคืองจนมีเลือดออกสีน้ำตาล ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป
หากใส่ตัวอ่อนไม่ติด จะสังเกตได้จากอาการอะไรบ้าง ?
ผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการเด่นชัด แต่มีสัญญาณบางอย่างที่พบได้บ่อยนอกจากประจำเดือนมา เช่น
- อาการปวดท้องรุนแรง ซึ่งมักสัมพันธ์กับการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก
- อารมณ์แปรปรวนจากการลดลงของฮอร์โมน
- หน้าอกไม่คัด ไม่เจ็บเหมือนช่วงก่อนมีประจำเดือน
- ไม่มีอาการเหมือนตั้งครรภ์ เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย
- ตรวจเลือด hCG ไม่ขึ้น ซึ่งเป็นการยืนยันที่แม่นยำที่สุด
การเก็บข้อมูลอาการของตัวเองในแต่ละรอบการรักษา จะช่วยให้แพทย์สามารถนำไปพิจารณาร่วมกับการวางแผนครั้งถัดไปได้ชัดเจนขึ้น

ควรทำอย่างไรหลังใส่ตัวอ่อนไม่ติดและประจำเดือนมา ?
แม้จะมีความผิดหวัง แต่ข้อมูลที่เกิดขึ้นในรอบนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนในรอบหน้า ซึ่งควรดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
เข้ารับการประเมินรอบการรักษากับแพทย์
การประเมินหลังรอบการรักษา (Post-cycle review) เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้แพทย์และคนไข้เข้าใจว่า “กระบวนการในส่วนใดที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวอ่อนไม่ติด” เช่น
- ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนย้ายตัวอ่อนเพียงพอหรือไม่
- เยื่อบุโพรงมดลูกมีความหนาและความสมบูรณ์เหมาะต่อการฝังตัวหรือไม่ รวมทั้งประเมินการมีติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือเนื้องอกของตัวมดลูก
- ช่วงเวลาของการย้ายตัวอ่อน (Timing) ตรงกับหน้าต่างการฝังตัวหรือไม่
- ตัวอ่อนมีคุณภาพระดับใดก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก ซึ่งคุณภาพของตัวอ่อนกับผลของโครโมโซมตัวอ่อนไม่สัมพันธ์กัน
การทบทวนข้อมูลทั้งหมดนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของรอบที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถชี้จุดที่ต้องแก้ไขได้ตรงจุด รวมถึงกำหนดแนวทางการรักษาครั้งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจฮอร์โมนและอัลตราซาวด์
หลังประจำเดือนมา แพทย์มักทำการตรวจฮอร์โมนรอบใหม่ เช่น การตรวจฮอร์โมน FSH, LH, Estradiol, Progesterone รวมถึงฮอร์โมนไทรอยด์ หรือโปรแลคตินหากจำเป็น เพื่อประเมินระบบต่อมไร้ท่อซึ่งมีบทบาทต่อการตั้งครรภ์โดยตรง อีกทั้งยังอาจมีการทำอัลตราซาวด์ (Transvaginal Ultrasound) เพื่อประเมินในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น
- มดลูกมีความผิดปกติหรือไม่ เช่น โพลิป (การเจริญเติบโตที่ยื่นออกมาอย่างผิดปกติของเนื้อเยื่อ) มีเนื้องอก หรือมีพังผืด
- เยื่อบุโพรงมดลูกกลับสู่ภาวะปกติหรือมีความผิดปกติที่ต้องรักษาก่อนทำรอบใหม่
- รังไข่ตอบสนองอย่างไรหลังจากรอบการกระตุ้นไข่ที่ผ่านมา
การประเมินทั้งหมดนี้ จะช่วยให้การรักษาในรอบใหม่เริ่มต้นได้อย่างราบรื่น และช่วยมั่นใจว่าระบบสืบพันธุ์พร้อมต่อกระบวนการต่าง ๆ หรือหากพบปัญหาก็สามารถรักษาก่อนเพื่อเพิ่มโอกาสติดในรอบถัดไป
ประเมินสาเหตุอย่างเป็นระบบ
การใส่ตัวอ่อนไม่ติดไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเสมอไป แต่เป็นสาเหตุที่เกิดจากหลายปัจจัย ดังนั้นในบางราย แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อเจาะจงสาเหตุให้ชัดขึ้น เช่น
- ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT-A) ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีจำนวนโครโมโซมปกติ ลดความเสี่ยงฝังตัวไม่สำเร็จ
- ประเมินภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Endometritis) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่าที่คิดและมักไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง แต่ส่งผลโดยตรงต่อการฝังตัว
- ตรวจ ERA (Endometrial Receptivity Analysis) เพื่อช่วยระบุว่าควรย้ายตัวอ่อนในช่วงเวลาใด เพื่อให้เยื่อบุโพรงมดลูกพร้อมรับตัวอ่อนมากที่สุด
- ตรวจประเมินโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ธัยรอยด์ผิดปกติและภาวะภูมิต้านทานต่อตัวอ่อน เช่น antiphospholipid syndrome
ผลจากการประเมินเชิงลึกเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยปรับแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ทำให้การวางแผนทำ ICSI รอบใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เตรียมแผนใหม่
เมื่อทราบสาเหตุหรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ชัดเจน แพทย์จะวางแผนการรักษาในรอบถัดไปได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม เช่น
- ปรับสูตรยาฮอร์โมน หรือปริมาณยาให้สอดคล้องกับการตอบสนองของรังไข่
- เปลี่ยนประเภทของรอบการย้าย เช่น จากรอบธรรมชาติเป็นรอบฮอร์โมน
- ปรับเวลาการเริ่มยา หรือเวลาย้ายตัวอ่อนตามผล ERA
- เพิ่มการตรวจพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือปัญหาเกี่ยวกับมดลูก และทำการรักษาก่อนการใส่ตัวอ่อน
การวางแผนที่อิงกับข้อมูลจากรอบที่ผ่านมา ทำให้การรักษาครั้งใหม่ไม่ใช่การลองผิดลองถูก แต่กลายเป็นกระบวนการที่มีหลักฐานรองรับ เพื่อช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จ
วางแผนตั้งครรภ์ เพิ่มอัตราความสำเร็จ กับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับรอบถัดไป
แม้ความกังวลและความผิดหวังหลังใส่ตัวอ่อนไม่ติดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ช่วงเวลานี้คือโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรอบการรักษาใหม่ การดูแลตัวเองในช่วงนี้ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและส่งผลดีต่อคุณภาพไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก และสุขภาพโดยรวม จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ออกกำลังกายเบา ๆ และควบคุมอาหาร เพื่อให้ฮอร์โมนสมดุลขึ้น
กรณีใส่ตัวอ่อนไม่ติดไม่ได้เป็นสัญญาณล้มเหลวถาวร แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเรียนรู้ร่างกายและปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ซึ่งการสังเกตประจำเดือนหลังย้ายตัวอ่อนยังจะช่วยประเมินได้ว่าร่างกายตอบสนองต่อการฝังตัวอย่างไรและควรปรับแผนในทิศทางไหน
หากประสบปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ หรืออยากวางแผนเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ในรอบถัดไป สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้ที่ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เรามีทีมแพทย์พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะมีบุตรยาก ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมทุกกระบวนการในการมีบุตร
บทความโดย แพทย์วนากานต์ สิงหเสนา
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่
VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร
Hotline: 082-903-2035
LINE Official: @vfccenter
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
มีเลือดออกหลังย้ายตัวอ่อน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเลือดล้างหน้าเด็กหรือประจำเดือน ควรทำอย่างไร ?
เลือดล้างหน้าเด็กมักมีปริมาณน้อย สีชมพูอ่อน หรือน้ำตาล และหยุดภายใน 1 - 2 วัน ในขณะที่ประจำเดือนมักมีปริมาณมากต่อเนื่องและมาพร้อมอาการปวดท้องคล้ายรอบปกติ หากแยกไม่ออก หรือเลือดออกต่อเนื่อง ควรบันทึกอาการและติดต่อแพทย์เพื่อประเมินร่วมกับการตรวจเลือด hCG
ใส่ตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้งจำเป็นต้องตรวจ PGT-A ทุกเคสหรือไม่ ?
การตรวจ PGT-A เหมาะกับคนบางกลุ่ม เช่น ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่เคยใส่ตัวอ่อนไม่ติดหลายครั้ง หรือมีประวัติแท้งซ้ำ โดยแพทย์จะประเมินจากประวัติการรักษา คุณภาพตัวอ่อน และผลตรวจอื่น ๆ ร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่ทุกเคสที่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทั้งหมด
ประจำเดือนมาไม่ปกติส่งผลต่อโอกาสในการใส่ตัวอ่อนอย่างไร ?
ประจำเดือนมาไม่ปกติอาจสะท้อนถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือความผิดปกติของการตกไข่ ซึ่งส่งผลต่อความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกและคุณภาพไข่ จึงอาจลดโอกาสที่ตัวอ่อนจะฝังตัวได้ การประเมินและรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติก่อนเริ่มรอบ ICSI จึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนรักษา
หลังใส่ตัวอ่อนไม่ติด ควรเว้นระยะกี่รอบเดือนก่อนเริ่มทำ ICSI ใหม่ ?
ระยะเวลาพักขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ผลข้างเคียงจากการกระตุ้นไข่ และผลการประเมินจากแพทย์ บางรายสามารถเริ่มวางแผนรอบใหม่ได้ในเวลาไม่นานหลังประจำเดือนมา แต่บางรายอาจต้องรักษาภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ หรือปรับฮอร์โมนก่อน จึงควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์




No Comments
Sorry, the comment form is closed at this time.