เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

สาเหตุที่ทำ IUI ไม่สำเร็จ และวิธีเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

แพทย์แจ้งสาเหตุที่ส่งผลให้การทำ IUI ไม่สำเร็จ

Table of Contents

เมื่อผลการทำ IUI ออกมาไม่เป็นไปตามหวัง คู่สมรสหลายคู่มักรู้สึกท้อแท้ และสงสัยว่าตนเองทำพลาดตรงไหน หรือควรเดินหน้าต่ออย่างไรดี ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำ IUI ไม่สำเร็จ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก และไม่ได้หมายความว่าคู่ของคุณจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์อีกต่อไป ซึ่งการทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงการวางแผนรักษาที่เหมาะสม นับเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถมีบุตรมาเติมเต็มชีวิตครอบครัวได้ในอนาคต
ปรึกษาที่ VFC Center เพื่อวางแผนการทำ IUI เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

ทำ IUI ไม่สำเร็จ สาเหตุเกิดจากอะไร และควรทำอย่างไรต่อดี ?

การทำ IUI (Intrauterine Insemination) หรือการฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก ถือเป็นหนึ่งในเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับความนิยม เพราะขั้นตอนไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก แต่หลายคู่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อลองทำ IUI 1-2 รอบแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า เหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” เพราะอัตราความสำเร็จของ IUI โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-20% ต่อรอบเท่านั้น
อีกทั้งการทำ IUI ที่ไม่สำเร็จอาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะของแต่ละคู่ การเข้าใจปัจจัยเหล่านั้น จะช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางรักษาในครั้งต่อไป และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ให้มากขึ้น

ทำความเข้าใจการทำ IUI เบื้องต้น

IUI คือกระบวนการที่แพทย์จะทำการคัดเลือกและเตรียมเชื้ออสุจิที่แข็งแรงที่สุด จากนั้นนำไปฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงในช่วงเวลาที่ไข่ใกล้ตก เพื่อเพิ่มโอกาสให้ไข่และอสุจิพบกันและเกิดการปฏิสนธิตามธรรมชาติ จึงเหมาะกับคู่แต่งงานที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ปกติ รวมถึงคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากในระดับไม่รุนแรง เช่น ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ และคุณภาพอสุจิลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังคงต้องพึ่งพาการปฏิสนธิและการฝังตัวตามธรรมชาติ ปัจจัยรบกวนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ไข่ที่ไม่สมบูรณ์ อสุจิที่ไม่แข็งแรง หรือเวลาไข่ตกที่คลาดเคลื่อน จึงสามารถส่งผลให้การทำ IUI ไม่สำเร็จได้

ทำ IUI ไม่สำเร็จ เกิดจากอะไร ทำอย่างไรต่อดี ?

สาเหตุที่ทำ IUI ไม่สำเร็จบ่อยที่สุด

1. อายุของฝ่ายหญิง

อายุเป็นตัวแปรที่มีผลอย่างมากต่อโอกาสตั้งครรภ์ในทุกรูปแบบ โดยแบ่งออกเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยเหล่านี้

  • คุณภาพของไข่ลดลง ทำให้โอกาสที่ไข่จะปฏิสนธิและพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์มีน้อยลงไปด้วย
  • ปริมาณไข่ลดลง โดยแบ่งออกเป็นตามช่วงวัย ดังนี้

    • อายุ 20-34 ปี ไข่มีคุณภาพ และโอกาสติดมีสูง
    • อายุ 35-38 ปี คุณภาพไข่เริ่มลดลง
    • อายุ 38 ปีขึ้นไป โอกาสสำเร็จลดลงอย่างชัดเจน และอาจถึงเวลาที่ต้องพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เทคนิคอื่น

2. คุณภาพอสุจิไม่เพียงพอ

แม้จะมีการคัดเลือกอสุจิที่มีประสิทธิภาพ แต่หากจำนวนตัวอสุจิทั้งหมดที่คัดได้มีปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ (Total Motile Sperm Count) รวมถึงมีการเคลื่อนไหวช้า หรือมีรูปร่างผิดปกติ ก็มีโอกาสที่การทำ IUI จะไม่สำเร็จ เพราะอสุจิไม่แข็งแรงพอที่จะเดินทางไปยังท่อนำไข่และปฏิสนธิกับไข่ได้

3. ปัญหาในท่อนำไข่หรือมดลูก

ปัญหาสุขภาพของอวัยวะสืบพันธุ์ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การทำ IUI ไม่สำเร็จ โดยที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ คือ

  • ปัญหาจากท่อนำไข่ หากมีภาวะตีบ ตัน อักเสบ หรือมีเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) จะส่งผลให้เกิดพังผืด ซึ่งอาจไปกีดขวางท่อนำไข่ กระทบต่อการเดินทางของไข่และอสุจิ จนเซลล์ทั้งสองไม่สามารถปฏิสนธิกันได้
  • ปัญหาจากโพรงมดลูก หากมดลูกมีติ่งเนื้อ (Polyp) เนื้องอกมดลูก (Fibroid) หรือมีพังผืดในโพรงมดลูก ก็อาจทำให้การฝังตัวของตัวอ่อนไม่สำเร็จ

4. ไข่ตกไม่ตรงจังหวะ

ถึงแม้แพทย์จะใช้ยากระตุ้นไข่และติดตามอัลตราซาวนด์อย่างใกล้ชิด แต่บางรายอาจมีลักษณะ ดังนี้

  • ไข่สุกช้าเกินไป
  • ไข่ตกเร็วเกินไป
  • ไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้น
  • ฮอร์โมนไม่สมดุล

ด้วยสาเหตุเหล่านี้ อาจทำให้พลาดจังหวะที่อสุจิจะเดินทางมาพบกับไข่ ส่งผลให้การปฏิสนธิไม่สำเร็จได้เช่นกัน
ปรึกษาที่ VFC Center เพื่อวางแผนการทำ IUI เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์

แพทย์ปรับแผนการกระตุ้นไข่เพิ่มโอกาสสำเร็จของการทำ IUI

ควรทำอย่างไรเมื่อทำ IUI แล้วไม่สำเร็จ ?

หากลองทำ IUI ครั้งแรกแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้

1. ประเมินผลย้อนหลังร่วมกับแพทย์

ขั้นตอนแรกคือการทบทวนทุกรายละเอียดของการทำ IUI ในรอบที่ผ่านมา เช่น

  • ช่วงเวลาที่ทำ IUI จังหวะการฉีดเชื้อเหมาะสมกับเวลาไข่ตกหรือไม่ ?
  • คุณภาพไข่และอสุจิ ดีพอสำหรับการปฏิสนธิหรือไม่ ?
  • สุขภาพของมดลูกและฮอร์โมน หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่หรือไม่ ?

ด้วยการประเมินนี้ จะช่วยให้แพทย์และคู่สมรสสามารถหาปัจจัยที่ควรปรับปรุงได้อย่างแม่นยำ และวางแนวทางการรักษาใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2. เข้ารับการตรวจเพิ่มเติม

หากการตรวจพื้นฐานไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน อาจต้องมีการตรวจที่ละเอียดขึ้นเพื่อตัดปัจจัยเสี่ยงออกไป เช่น

  • ตรวจฮอร์โมนแบบละเอียด
  • ตรวจท่อนำไข่ด้วยการฉีดสี (HSG – Hysterosalpingography) เพื่อให้แน่ใจว่าท่อนำไข่เปิดปกติ
  • ตรวจมดลูกด้วยการอัลตราซาวนด์แบบ 3 มิติ หรือการส่องกล้องเข้าโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เพื่อตรวจหาติ่งเนื้อ พังผืด หรือเนื้องอกที่ขัดขวางการฝังตัว

3. ปรับยาและวิธีการกระตุ้นไข่

แพทย์อาจพิจารณาปรับชนิดของยา ปริมาณยา หรือโปรโตคอลการกระตุ้นไข่ เพื่อให้ได้จำนวนไข่ที่เหมาะสมและมีคุณภาพดีขึ้น รวมถึงเพิ่มความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิ

4. พิจารณาจำนวนรอบที่เหมาะสม

สำหรับคู่แต่งงานที่สงสัยเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่ควรทำ IUI โดยทั่วไป แพทย์มักจะแนะนำให้คู่สมรสลองทำ IUI ประมาณ 3 รอบ หากทำครบแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ โอกาสสำเร็จในรอบถัดไปก็จะยิ่งน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ แพทย์จะแนะนำให้คู่รักพิจารณาเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่างการทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) ซึ่งเป็นเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วที่ช่วยให้เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงกว่ามาก เนื่องจากเป็นการปฏิสนธินอกร่างกายและมีการคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นทารกในครรภ์ต่อไป
อย่างไรก็ดี ถึงแม้การทำ IUI จะไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาสตั้งครรภ์ เพียงแต่ควรตรวจหาสาเหตุให้ลึกขึ้น และปรับแผนกระบวนการรักษาให้เหมาะสมกับร่างกายมากที่สุด
หากยังสงสัยว่าคู่แต่งงานควรทำ IUI ได้กี่ครั้ง สามารถเข้ามาขอคำปรึกษาได้ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เรามีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่มีประสบการณ์ในการวางแผนรักษาเฉพาะบุคคล ช่วยให้คู่ที่เคยผ่านการทำ IUI ไม่สำเร็จกลับมามีความหวังและเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้ในอนาคต

บทความโดย แพทย์ศรมน ทรงวีรธรรม

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

หากอีกข้างยังเป็นปกติ สามารถทำ IUI ได้ แต่โอกาสสำเร็จอาจลดลง

ขึ้นกับระดับความผิดปกติ ถ้าอสุจิมีจำนวนน้อยหรือการเคลื่อนที่ที่ต่ำมาก การทำ ICSI อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ส่งผลได้ เพราะเยื่อบุต้องมีความหนาเหมาะสมเพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัว หากบางเกินไป อาจต้องปรับยาในรอบถัดไป

Consult with Dr. Sorramon Songveeratham at our leading fertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.