เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ไข่ไม่โตหลังทำ IUI เกิดจากอะไร และควรเลือกเทคนิคไหนต่อดี ?

ยากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนองต่อร่างกาย ส่งผลต่อการทำ IUI ไม่สำเร็จ

Table of Contents

การทำ IUI (การฉีดน้ำเชื้อเข้าโพรงมดลูก) เป็นขั้นตอนแรกของการรักษาภาวะมีบุตรยากที่หลายคู่นิยมใช้ แต่บ่อยครั้งที่การรักษาต้องสะดุดลงเมื่อ “ยากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนอง” หรือ “ไข่ไม่โต” ตามเป้าหมาย พร้อมเจาะลึกสาเหตุและนำเสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ

IUI คืออะไร และทำไม “ไข่ไม่โต” จึงเป็นอุปสรรคสำคัญ ?

IUI (Intrauterine Insemination) คือ การรักษาภาวะมีบุตรยากโดยการนำอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมแล้วฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรงในช่วงที่มีการตกไข่ เพื่อลดระยะทางและเพิ่มโอกาสให้อสุจิพบกับไข่ได้เร็วขึ้น มักใช้ในคู่รักที่มีปัญหามีบุตรยากที่ไม่ซับซ้อน เช่น ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility) หรือปัญหาอสุจิไม่แข็งแรง

ความสำคัญของการทำให้ “ไข่โตเต็มที่” ก่อนฉีดน้ำเชื้อ

หัวใจสำคัญของการทำ IUI คือการเพิ่มจำนวนและคุณภาพของไข่ที่จะตกในรอบนั้น ๆ โดยทั่วไป แพทย์จะมีการใช้ยากระตุ้นไข่เพื่อให้ได้ไข่ 1-2 ใบที่มีขนาดโตเต็มที่ 18-24 มิลลิเมตร ก่อนที่จะฉีดยาเร่งให้ไข่ตก การที่ไข่ไม่โตหลังทำ IUI หรือโตแล้วแต่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จะทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้

  1. ไม่มีเป้าหมายที่พร้อมปฏิสนธิ: หากไข่มีขนาดเล็กเกินไป (ไม่โตเต็มที่) โอกาสที่ไข่จะถูกปล่อยออกมา หรือมีความสามารถในการปฏิสนธิกับอสุจิก็จะลดลง
  2. เสียรอบการรักษา: การฉีดน้ำเชื้อเข้าไปโดยไม่มีไข่คุณภาพดีรองรับ ทำให้การรักษาในรอบนั้น ๆ ล้มเหลวไปโดยปริยาย

เคยทำ IUI แต่ไข่ไม่โต ปรึกษาเพื่อวางแผนการมีบุตรอีกครั้งที่ VFC Center

เจาะลึก 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ยากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนอง

การที่ยากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนองตามที่คาดหวัง ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความท้าทายทางสรีรวิทยาของผู้ป่วย ซึ่งสาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับปริมาณไข่สำรองและแผนการรักษาที่ไม่เหมาะกับบุคคลนั้น ๆ โดยสามารถอธิบายได้ ดังนี้

ไข่ไม่โตหลังทำ IUI ไม่ใช่ปัญหา เพราะ ICSI ช่วยเพิ่มโอกาสมีบุตรได้

ปริมาณและคุณภาพไข่สำรองลดลงตามวัย (Ovarian Reserve)

การตอบสนองต่อยาของรังไข่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณและคุณภาพไข่สำรอง (Ovarian Reserve) ของผู้หญิง ซึ่งลดลงตามอายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน 2 ชนิด ดังนี้

  • AMH (Anti-Müllerian Hormone) เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณไข่สำรองที่สำคัญที่สุด ค่า AMH ที่ต่ำลง บ่งบอกว่ารังไข่เหลือจำนวนไข่น้อย ทำให้มีเซลล์ที่จะตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่น้อยตามไปด้วย
  • FSH (Follicle-Stimulating Hormone) ที่สูงขึ้นในวันที่ 3 ของรอบเดือน แสดงถึงความพยายามที่เพิ่มขึ้นของร่างกายในการกระตุ้นรังไข่ที่เสื่อมสภาพ การที่ค่าเหล่านี้ไม่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมคือสาเหตุหลักที่ทำให้ยากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนอง

ภาวะรังไข่ตอบสนองต่ำ (Poor Ovarian Response: POR)

ภาวะ POR หมายถึง การที่ร่างกายของผู้ป่วยตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ได้ไม่ดี แม้จะได้รับยาในปริมาณที่เพียงพอแล้วก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยาในปริมาณที่สูงกว่าปกติ หรือต้องปรับเปลี่ยนชนิดของยาเพื่อกระตุ้นให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ภาวะ POR มักพบในผู้ที่มี AMH ต่ำ, อายุมาก หรือเคยมีประวัติการตอบสนองต่ำในการกระตุ้นไข่รอบก่อนหน้า

การเลือกโปรโตคอลยาที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

การเลือกโปรโตคอลยาที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ส่งผลให้โดสยากระตุ้นไข่ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพด้านการรักษาได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะโปรโตคอลการกระตุ้นไข่ที่ใช้ในการทำ IUI มีเป้าหมายแตกต่างจากการทำ ICSI ดังนี้

  • เป้าหมายจำกัดใน IUI : การกระตุ้นไข่สำหรับ IUI มีเป้าหมายเพียงแค่ 1-2 ใบเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์แฝด แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะตอบสนองต่ำ หรือมีปริมาณไข่สำรองน้อย โปรโตคอลยาที่ไม่เข้มข้นนี้อาจไม่สามารถกระตุ้นให้ไข่โตได้ตามเกณฑ์

ดังนั้น ในบางเคสอาจพบปัญหาจากการประเมินความสามารถในการตอบสนองของรังไข่ที่คลาดเคลื่อน ทำให้วางแผนการรักษาและให้ยากระตุ้นไข่ได้ไม่เพียงพอต่อการรักษา ส่งผลให้ไข่ไม่โตหรือโตไม่เต็มที่หลังทำ IUI ได้

เมื่อ IUI ไม่สำเร็จ ควรเลือกทำเทคนิคอะไรแทน ?

เมื่อประสบปัญหาไข่ไม่โตหลังทำ IUI การรักษาขั้นต่อไปจึงต้องเน้นการปรับแผนให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นไข่ หรือเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษา คือการตั้งครรภ์ที่สำเร็จและปลอดภัย โดยทางเลือกที่เหมาะสมในปัจจุบันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ทางเลือกหลัก ๆ ดังนี้
เคยทำ IUI แต่ไข่ไม่โต ปรึกษาเพื่อวางแผนการมีบุตรอีกครั้งที่ VFC Center

ไข่ไม่โตหลังทำ IUI ไม่ใช่จุดจบ ปรึกษาแพทย์เพื่อทำ ICSI ให้สำเร็จ

ทางเลือกที่ 1: การปรับโปรโตคอลยากระตุ้นไข่ใหม่ (Refined IUI Protocol)

ในกรณีที่แพทย์ประเมินว่าผู้เข้ารับการรักษา ยังคงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้สำเร็จด้วยการทำ IUI แพทย์จะพิจารณาปรับแผนอย่างละเอียด โดยมีสิ่งที่ปรับเพิ่มเติม ดังนี้

  • การเพิ่มโดสยา หรือการใช้ยากระตุ้นไข่กลุ่ม Gonadotropins : เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาฉีดที่มีความเข้มข้นสูงกว่ายาเม็ดที่ใช้ในโปรโตคอลการทำ IUI ทั่วไป เพื่อให้รังไข่ได้รับการกระตุ้นอย่างเต็มที่
  • การติดตามผลอย่างใกล้ชิดด้วยการทำอัลตราซาวนด์ : เพื่อดูการเติบโตของไข่แบบเรียลไทม์ และสามารถปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มโดสยาได้ทันท่วงที หากพบว่ายากระตุ้นไข่ไม่ตอบสนองในช่วงเริ่มต้น

ทางเลือกที่ 2: ก้าวสู่การรักษาด้วย ICSI ทางออกที่ให้ผลลัพธ์แน่นอนกว่า

การทำ ICSI เป็นวิธีทำเด็กหลอดแก้ว โดยใช้การฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง นับเป็นทางเลือกที่แนะนำที่สุดเมื่อร่างกายตอบสนองต่อยาได้ไม่ดีในการทำ IUI หรือมีปัญหาไข่ไม่โตหลังทำ IUI ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ควบคุมการกระตุ้นได้สูงสุด : โปรโตคอลยาในกระบวนการทำ ICSI จะใช้ยากระตุ้นไข่ในปริมาณที่สูงกว่าและเข้มข้นกว่ามาก ทำให้สามารถเก็บไข่ได้จำนวนมากขึ้นในแต่ละรอบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ตัวอ่อนคุณภาพดี
  • เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิสนธิ : เทคนิค ICSI สามารถช่วยให้ไข่ปฏิสนธิกับอสุจิได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของอสุจิในการเจาะไข่เอง

ไข่ไม่โตหลังทำ IUI ไม่ใช่ทางตันของการมีบุตร เริ่มต้นหนทางใหม่ไปกับ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center)

หากเคยประสบปัญหาทำ IUI ไม่สำเร็จ เพราะไข่ไม่โต หรือไม่ตอบสนองต่อยากระตุ้นไข่ สามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวินิจฉัย การปรับโดสยากระตุ้นไข่ตามความเหมาะสมของร่างกาย ตลอดจนการวางแผนรักษาและแนะนำทางออกต่อไปที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการตั้งครรภ์ต่อไป

บทความโดย แพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ทำได้ก็ต่อเมื่อแพทย์ประเมินว่ายังมีโอกาสตอบสนองต่อยาในรอบถัดไป โดยต้องปรับโปรโตคอลอย่างละเอียด เช่น เพิ่มโดสยา เปลี่ยนชนิดยากระตุ้นเป็นแบบฉีดกลุ่ม Gonadotropin หรือปรับจังหวะการติดตามอัลตราซาวนด์ให้ถี่ขึ้น หากปรับทุกอย่างแล้วไข่ยังไม่โต แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนไปทำ ICSI เนื่องจากให้ผลตอบสนองต่อยาและอัตราสำเร็จสูงกว่า

สัญญาณที่พบบ่อย คือ AMH ต่ำ, FSH สูง, อายุมากกว่า 35 ปี หรือเคยกระตุ้นไข่แล้วได้จำนวนฟองไข่น้อยกว่าที่ควร แม้จะใช้ยาในระดับปกติแล้วก็ตาม การวินิจฉัย POR ต้องอาศัยการประเมินร่วมหลายอย่าง ทั้งผลเลือดฮอร์โมนและประวัติการตอบสนองในการกระตุ้นไข่ครั้งก่อน การรู้สถานะนี้ตั้งแต่ต้นช่วยให้ปรับแผนการรักษาได้แม่นยำและลดการเสียรอบโดยไม่จำเป็น

ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนเป็น ICSI หากพบว่าไข่ไม่ตอบสนองต่อยาหลายรอบ หรือมีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน เช่น AMH ต่ำมาก อายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติ POR เพราะโปรโตคอลการกระตุ้นไข่ของ ICSI มีความเข้มข้นกว่า ควบคุมได้มากกว่า และรองรับการเก็บไข่หลายใบในรอบเดียว ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนคุณภาพดี และเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้มากขึ้น

Book a consultation with Dr. Worawat Siripoon at our infertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.