เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ไมโครไบโอมในมดลูก คือตัวแปรที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์

การตรวจไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกมีประโยชน์หลายด้าน มีหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของฮอร์โมนบางตัว

การจะตั้งครรภ์ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยหลากหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการตรวจไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อดูว่ามีความสมดุลหรือไม่ เพราะหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอาจทำให้เกิดภาวะการมีบุตรยากตามมาได้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้แผนการมีบุตรเป็นไปอย่างที่คู่สมรสต้องการ เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก ทั้งหน้าที่และประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อรักษาให้เกิดความสมดุล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้

อินโฟกราฟิกเกี่ยวกับการตรวจไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก

ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกคืออะไร?

ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก (Uterine Microbiome) คือการสะสมของจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในโพรงมดลูก ซึ่งประกอบไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ซึ่งมีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย 

ในสภาวะปกติ ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกจะมีหน้าที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย การสร้างสมดุลของกรดและด่างในเนื้อเยื่อ การสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์

ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก มีประโยชน์ต่อการมีบุตรอย่างไร?

ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกมีประโยชน์ต่อการมีบุตรในหลายประการ ดังนี้

สร้างเสริมให้ฮอร์โมนเกิดความสมดุล

หนึ่งในหน้าที่สำคัญของไมโครไบโอม คือการช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนหลักที่ควบคุมรอบเดือนและการเตรียมความพร้อมของมดลูกสำหรับการรับตัวอ่อน โดยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ฮอร์โมนเหล่านี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

ไมโครไบโอม มีส่วนสนับสนุนกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อน (Embryo Implantation) โดยเมื่อตัวอ่อนเคลื่อนที่เข้าสู่โพรงมดลูก ไมโครไบโอมที่มีความสมดุลจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฝังตัว ด้วยการลดการอักเสบและสร้างเสริมปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำหน้าที่ช่วยควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในโพรงมดลูกให้เหมาะสม อีกทั้งการมีจุลินทรีย์ที่ดี ยังจะช่วยลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการตั้งครรภ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ 

ทั้งนี้ หากไมโครไบโอมไม่สมดุล อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในโพรงมดลูก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการฝังตัวของตัวอ่อนและอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากได้เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจไมโครไบโอม เพื่อตรวจหาสาเหตุมีลูกยาก

การตรวจวิเคราะห์ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกมีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจวิเคราะห์ไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาภาวะมีบุตรยากที่อาจเกิดจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์เหล่านี้ โดยวิธีการที่นิยม คือ

การตรวจตัวอย่างจากโพรงมดลูก (Endometrial sampling)

การตรวจนี้ เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษ สอดเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในปริมาณเล็กน้อย มาทำการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ และตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการตรวจที่ให้ข้อมูลแม่นยำ ขั้นตอนการตรวจใช้เวลาไม่นาน และมีความปลอดภัยสูง แม้ว่าอาจมีความรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยระหว่างการตรวจ 

หลังจากการเก็บตัวอย่างมาเพาะเลี้ยง จะนำไปเข้าสู่กระบวนการหาชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ

  • การใช้เทคโนโลยี PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นการนำตัวอย่างมาตรวจด้วยเทคโนโลยี PCR ซึ่งมีความทันสมัยสำหรับการตรวจหาและระบุชนิดของจุลินทรีย์ในตัวอย่างเนื้อเยื่อ โดยสามารถตรวจพบจุลินทรีย์ได้แม้ในปริมาณที่น้อยมาก และยังสามารถระบุชนิดของจุลินทรีย์ได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจทางจุลชีววิทยา (Microbiome sequencing) เป็นการใช้เทคนิคการถอดรหัสสารพันธุกรรมของจุลินทรีย์ทั้งหมดที่พบในตัวอย่าง เพื่อสร้างภาพรวมของไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกทั้งหมด วิธีนี้ให้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากที่สุดเกี่ยวกับชนิดและความหลากหลายของจุลินทรีย์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์แต่ละชนิด

วิธีการรักษาสมดุลไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูก

เมื่อพบว่าไมโครไบโอมไม่สมดุล และอาจเป็นสาเหตุของปัญหาการมีบุตรยาก แพทย์จะวางแผนการรักษาตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีวิธีการหลัก ๆ คือ

การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

หลังจากการตรวจวินิจฉัยแล้ว หากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ หรือมีการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ไม่ดีมากเกินไป แพทย์จะพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ ซึ่งการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยาปฏิชีวนะอาจส่งผลต่อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน 

การเสริมด้วยจุลินทรีย์ (Probiotics)

อีกหนึ่งวิธีการที่ได้รับความนิยมมากขึ้น คือการเสริมด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ Lactobacillus Spp, Lactobacillus Crispatus, Lactobacillus Gasseri, Lactobacillus Iners และ Lactobacillus Jensenii ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน หรือการใช้เฉพาะที่ตามที่แพทย์เห็นสมควร 

การเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของไมโครไบโอมเหล่านี้ คงช่วยให้คุณรู้ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ และสามารถวางแผนการมีบุตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีภาวะไมโครไบโอมในเยื่อบุโพรงมดลูกไม่สมดุล สามารถเข้ามารับการตรวจวินิจฉัย หรือตรวจหาสาเหตุมีลูกยากอื่น ๆ ได้ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) เราพร้อมให้บริการอย่างใส่ใจ 

 

บทความโดย นายแพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร 

Hotline: 082-903-2035 

LINE Official: @vfccenter

Book a consultation with Dr. Worawat Siripoon at our infertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.