เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

รู้ทันภาวะปากมดลูกสั้น ลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด

ภาวะปากมดลูกสั้นเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

Table of Contents

Key Takeaway: 

ภาวะปากมดลูกสั้นเป็นภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและการแท้งในไตรมาสที่สอง แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด โดยเฉพาะในคุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยง อีกทั้งการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น การใช้ฮอร์โมน การเย็บปากมดลูก และการติดตามครรภ์อย่างใกล้ชิด ยังจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์ โดยหนึ่งในภาวะที่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษคือ “ภาวะปากมดลูกสั้น” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ วิธีตรวจ แนวทางป้องกัน และการรักษา จะช่วยให้คุณแม่สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง และเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

วางแผนมีบุตรอย่างอุ่นใจกับแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ที่ VFC Center

ทำความรู้จักกับภาวะปากมดลูกสั้น

ภาวะปากมดลูกสั้น (Cervical Insufficiency) คือภาวะที่ปากมดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์มีความยาวน้อยกว่าปกติ โดยทั่วไปปากมดลูกจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร แต่หากตรวจพบว่ามีความยาวน้อยกว่า 2.5 เซนติเมตร จะถือว่าเข้าข่ายภาวะปากมดลูกสั้นซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากปากมดลูกไม่สามารถคงสภาพปิดแน่นได้ตลอดช่วงการตั้งครรภ์

การตรวจพบภาวะปากมดลูกสั้นตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อน หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับปากมดลูก

ภาวะปากมดลูกสั้นเกิดจากอะไร ? 

ภาวะปากมดลูกสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากประวัติสุขภาพเดิมและปัจจัยระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งล้วนมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดทั้งสิ้น โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  1. เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน : คุณแม่ที่มีประวัติการคลอดก่อนกำหนด มีโอกาสเกิดภาวะปากมดลูกสั้นในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปมากขึ้น
  2. เคยผ่าตัดหรือทำหัตถการที่ปากมดลูก : เช่น การทำหัตถการ LEEP (Loop Electrosurgical Excision Procedure) หรือการตัดชิ้นเนื้อปากมดลูก ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างของปากมดลูกเปลี่ยนแปลงและสั้นลง
  3. ปัจจัยทางพันธุกรรม : คุณแม่บางรายอาจมีปากมดลูกสั้นกว่าปกติโดยกำเนิด ส่งผลให้มีความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์
  4. การตั้งครรภ์แฝดหรือมีทารกมากกว่า 1 คน : ทำให้ปากมดลูกต้องรองรับน้ำหนักและแรงดันมากกว่าปกติ ส่งผลให้ปากมดลูกสั้นลงหรือเปิดเร็วกว่าที่ควร
  5. เคยแท้งบุตรในไตรมาสที่สอง : อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติของปากมดลูก และสัมพันธ์กับความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดในอนาคต

วิธีการตรวจวัดความยาวปากมดลูก

การตรวจวัดความยาวของปากมดลูกเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินความเสี่ยงของภาวะปากมดลูกสั้น โดยวิธีที่นิยมและมีความแม่นยำสูง คือ การอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) ซึ่งใช้เวลาไม่นาน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้ตรวจในช่วงไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ หรือประมาณอายุครรภ์ 18-24 สัปดาห์ เพื่อประเมินความยาวและสภาพของปากมดลูกได้อย่างชัดเจน

สำหรับคุณแม่ที่มีประวัติภาวะปากมดลูกสั้น เคยคลอดก่อนกำหนด หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจตั้งแต่ช่วงต้นของการตั้งครรภ์ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ผลกระทบของภาวะปากมดลูกสั้น

ภาวะปากมดลูกสั้นอาจทำให้ปากมดลูกเริ่มเปิดก่อนถึงกำหนด ส่งผลให้การตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินไปได้ครบตามระยะเวลา หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ ดังนี้

  1. เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด :เป็นผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุด ทารกที่เกิดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาด้านพัฒนาการของอวัยวะและระบบต่าง ๆ
  2. เสี่ยงต่อการแท้งบุตรในไตรมาสที่สอง : ในกรณีที่ปากมดลูกไม่สามารถปิดได้ อาจทำให้ไม่สามารถรักษาการตั้งครรภ์ไว้ได้ตามปกติ
  3. ปัญหาสุขภาพของทารกหลังคลอด :เช่น ทารกอาจมีภาวะระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สมบูรณ์ น้ำหนักตัวน้อย ภูมิคุ้มกันต่ำ และพัฒนาการล่าช้า

การตรวจคัดกรองและดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ และเพิ่มโอกาสให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

วิธีรักษาภาวะปากมดลูกสั้น

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะปากมดลูกสั้น แพทย์จะประเมินระดับความเสี่ยงและพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยลดโอกาสการคลอดก่อนกำหนดและเพิ่มความปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์ โดยแนวทางการรักษาที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่

  1. การเย็บปากมดลูก (Cervical Cerclage) : เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ช่วยเย็บปิดปากมดลูกเพื่อพยุงให้คงสภาพและไม่เปิดก่อนเวลา เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด หรือพบว่าปากมดลูกสั้นมากตั้งแต่ช่วงต้นของการตั้งครรภ์
  2. การใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone: เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบยาสอดช่องคลอดและแบบฉีด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
  3. การปรับพฤติกรรมและการพักผ่อนอย่างเหมาะสม : แพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มแรงดันในมดลูก เช่น การยืนนาน ๆ การยกของหนัก และเน้นให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  4. การใช้วงแหวนพยุงปากมดลูก (Cervical Pessary) : เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยพยุงปากมดลูก ลดแรงกด และช่วยชะลอการเปิดของปากมดลูกในบางกรณี

การดูแลอย่างใกล้ชิดและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นวางแผนมีบุตรอย่างปลอดภัย ปรึกษาแพทย์เรื่องภาวะปากมดลูกสั้นได้ที่ VFC Center

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร พร้อมดูแลเพื่อการตั้งครรภ์ที่ราบรื่น

หากคุณแม่กำลังวางแผนมีบุตร และกังวลเกี่ยวกับภาวะปากมดลูกสั้นหรือกลัวว่าจะเกิดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดVCF ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V Fertility Center) พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย และวางแผนดูแลอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มโอกาสให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างแข็งแรง

 

บทความโดย แพทย์ศรมน ทรงวีรธรรม

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะปากมดลูกสั้น (FAQs)

A: ไม่จำเป็นในทุกราย แพทย์จะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น รวมถึงอายุครรภ์ และอาการร่วมอื่น ๆ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาจดูแลต่อเนื่องแบบผู้ป่วยนอกและนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

A: สามารถตั้งครรภ์จนถึงกำหนดได้ หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก เช่น การติดตามอัลตราซาวนด์อย่างสม่ำเสมอ การใช้ฮอร์โมน หรือการรักษาเฉพาะรายตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้

A: ควรเลือกศูนย์ที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านครรภ์ความเสี่ยงสูง เครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย และระบบติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินภาวะปากมดลูกสั้นได้อย่างแม่นยำ และปรับแผนการดูแลได้อย่างทันท่วงทีตลอดการตั้งครรภ์

Consult with Dr. Sorramon Songveeratham at our leading fertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.