เปิดทุกวัน 8:00 น. - 17.00 น

เวลาทำการ

Follow Us

ภาวะมดลูกโตกับมีบุตรยากเกี่ยวข้องกันไหม ?

มดลูกโตคืออะไร และสาเหตุอาการมดลูกโตที่อาจกระทบต่อการตั้งครรภ์

Table of Contents

Key Takeaway:

มดลูกโตคืออะไร คำตอบคือเป็นภาวะที่มดลูกมีขนาดใหญ่กว่าปกติโดยไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุอาการมดลูกโตเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เนื้องอกในมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก หรือความผิดปกติอื่นในระบบสืบพันธุ์ โดยภาวะมดลูกโตกับการมีบุตรยากอาจเกี่ยวข้องกันได้ในบางกรณี ซึ่งหากความผิดปกตินั้นไปรบกวนโพรงมดลูกจนส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ประจำเดือนมามาก หรือพยายามมีบุตรแล้วไม่สำเร็จ ควรรีบตรวจหาสาเหตุและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย

มดลูกเป็นอวัยวะสำคัญของระบบสืบพันธุ์ผู้หญิง หากมดลูกมีขนาดใหญ่ผิดปกติโดยไม่ได้ตั้งครรภ์ ย่อมเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนจึงมักตั้งคำถามว่า ภาวะนี้เกิดจากสาเหตุใด และจะส่งผลต่อโอกาสการมีบุตรหรือไม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์หรือพยายามมีบุตรอยู่

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุอาการมดลูกโต สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ความเชื่อมโยงระหว่างภาวะมดลูกโตกับมีบุตรยาก ไปจนถึงแนวทางวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณดูแลตัวเองได้ตรงจุดและวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ทำความรู้จักกับภาวะมดลูกโตคืออะไร และแบบไหนที่ถือว่าผิดปกติ ?

ภาวะมดลูกโต (Enlarged Uterus) เป็นภาวะที่มดลูกขยายตัวจนมีขนาดใหญ่ผิดปกติ โดยไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์ อาจทำให้รู้สึกแน่นท้อง รู้สึกหนักบริเวณช่องท้องส่วนล่าง หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ขนาดปกติของมดลูกในผู้หญิงทั่วไปจะมีความสูงอยู่ที่ 7-8 เซนติเมตร กว้าง 4-5 เซนติเมตร และหนา 3-4 เซนติเมตร

มดลูกสามารถขยายตัวได้ตามธรรมชาติเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ และจะกลับสู่ขนาดปกติหลังคลอด อย่างไรก็ตาม หากมดลูกมีขนาดใหญ่ผิดปกติโดยไม่มีการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย

ปรึกษาปัญหาภาวะมีบุตรยากที่ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

มดลูกโตคืออะไร และสาเหตุอาการมดลูกโตที่อาจกระทบต่อการตั้งครรภ์

ภาวะมดลูกโตเกิดจากอะไร ?

ภาวะมดลูกโตสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสาเหตุหลักที่พบบ่อย ได้แก่

1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomyosis)

โรคมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomyosis) คือภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตอยู่ที่กล้ามเนื้อมดลูก ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและเกิดพังผืด กล้ามเนื้อมดลูกจึงหนาขึ้น และขยายใหญ่ขึ้นจนมีลักษณะคล้ายมดลูกของหญิงตั้งครรภ์ ภาวะนี้พบมากในผู้หญิงอายุ 35-50 ปี อาจทำให้ปวดประจำเดือนรุนแรง มีเลือดออกผิดปกติ และส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์

2. เนื้องอกในมดลูก (Myoma Uteri)

เนื้องอกมดลูก เป็นก้อนเนื้องอกที่สามารถเกิดขึ้นทั้งภายในหรือภายนอกของผนังมดลูก โดยอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่ในบางรายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มดลูกโตผิดปกติ ทำให้มีเลือดออกมากผิดปกติ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง นอกจากนี้ เนื้องอกที่เกิดในโพรงมดลูกยังขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน ส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมาและเพิ่มความเสี่ยงกับภาวะแท้งอีกด้วย

3. มะเร็งในระบบสืบพันธุ์

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer) เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้มดลูกโตขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ก้อนเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกผิดปกติบริเวณช่องคลอด หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

สาเหตุอาการมดลูกโตและการเปลี่ยนแปลงของขนาดมดลูกที่ผิดปกติ

มดลูกโตมีลูกได้ไหม ?

หากมีภาวะมดลูกโตก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเจอกับภาวะมีบุตรยากเสมอไป เพราะโอกาสในการตั้งครรภ์ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของมดลูกเป็นหลัก อีกทั้งหากความผิดปกตินั้นไม่ได้ไปรบกวนโพรงมดลูกจนทำให้เกิดปัญหาในการฝังตัวของตัวอ่อนก็ยังสามารถวางแผนมีบุตรได้ แต่ถ้าหากได้รับผลกระทบและส่งผลต่อการมีบุตรจริง ๆ การเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ก็จะช่วยให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี มดลูกโตอาจสัมพันธ์กับโรคทางนรีเวชที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ เช่น เนื้องอกในมดลูก พังผืด หรือภาวะมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนวางแผนมีบุตร เพื่อให้ทราบว่าสภาพมดลูกเหมาะสมต่อการตั้งครรภ์มากน้อยเพียงใด

มดลูกโตส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนอย่างไร ?

มดลูกโตกับมีบุตรยากอาจเกี่ยวข้องกัน อย่างที่กล่าวไปว่า ภาวะมดลูกโตอาจส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อนได้ หากสาเหตุของมดลูกโตทำให้โพรงมดลูกผิดรูป เกิดการอักเสบเรื้อรัง หรือทำให้สภาพแวดล้อมภายในมดลูกไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ เมื่อโพรงมดลูกเปลี่ยนแปลงไป ตัวอ่อนอาจฝังตัวได้ยากขึ้น หรือฝังตัวได้แต่มีความเสี่ยงต่อการแท้งในระยะแรกมากขึ้น

กรณีที่มักกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

มดลูกโตจากบางสาเหตุ เช่น เนื้องอกในโพรงมดลูก พังผืดในโพรงมดลูก หรือภาวะมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกล้ามเนื้อมดลูก (Adenomyosis) อาจทำให้โพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และลดโอกาสการตั้งครรภ์ได้

ทำไมถึงควรตรวจหาสาเหตุก่อนวางแผนมีบุตร ?

หากตรวจพบสาเหตุของภาวะมดลูกโตได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ควบคุมฮอร์โมน หรือการผ่าตัดในบางกรณี ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้มดลูกกลับมาพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น

อันตรายจากมดลูกโต

ภาวะมดลูกโตไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและระบบสืบพันธุ์ โดยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง : ขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นอาจทำให้เกิดแรงกดทับต่ออวัยวะใกล้เคียง ส่งผลให้ปวดท้องน้อยเรื้อรังและรู้สึกอึดอัด
  • ปัญหาด้านการขับถ่ายและปัสสาวะ : มดลูกที่โตผิดปกติอาจไปเบียดลำไส้ ไส้ตรง หรือกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะลำบาก
  • ภาวะมีบุตรยาก : การที่มดลูกขยายใหญ่ขึ้นอาจทำให้โพรงมดลูกผิดรูป หรือมีการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง
  • ส่งผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ : หากตั้งครรภ์ในขณะที่มดลูกโตผิดปกติ อาจทำให้ทารกมีภาวะเจริญเติบโตช้า หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

ดังนั้น หากพบอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมีปัญหาด้านการตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม

มดลูกโตกับมีบุตรยาก และการวางแผนตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม

สัญญาณเตือน ร่างกายเสี่ยงมีภาวะมดลูกโต

จากความหมายและสาเหตุของภาวะมดลูกโตที่เรากล่าวถึงไปข้างต้น เชื่อว่าคุณผู้หญิงคงตระหนักถึงอันตรายของภาวะนี้กันบ้างอย่างแน่นอน เพื่อเป็นข้อมูลในการสังเกตตัวเองเบื้องต้น เรามีสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณกำลังเสี่ยงต่อภาวะนี้มาบอกกัน

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ และปวดท้องมากจนทนไม่ไหว
  • ประจำเดือนไหลเป็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่
  • ปวดบริเวณเชิงกรานและช่องท้อง
  • หนักบริเวณช่องท้องส่วนล่าง
  • รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดหลังร่วมกับอาการปวดท้องประจำเดือนมาก
  • มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดแม้จะไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน

การวินิจฉัยและวิธีรักษามดลูกโต

ในการวินิจฉัยภาวะมดลูกโตนั้น เบื้องต้นแพทย์จะทำการซักประวัติและสอบถามอาการโดยละเอียด จากนั้นจะตรวจภายในด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดหรือทวารหนัก เพื่อตรวจหาความผิดปกของมดลูก และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยการทำ MRI บริเวณช่องท้องส่วนล่าง เพื่อยืนยันผลตรวจ ประเมินความรุนแรงของโรค และตรวจสอบว่ามีพังผืดเกาะจนลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงหรือไม่

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าภาวะมดลูกโตสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ คำตอบคือสามารถรักษาได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ โดยแนวทางการรักษาหลัก ๆ มีดังนี้

1. มดลูกโตจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่

การรักษาโดยการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด รวมถึงการใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อควบคุมฮอร์โมนและลดการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูก

2. มดลูกโตจากเนื้องอกในมดลูก

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก หากเนื้องอกมีขนาดเล็กและไม่มีอาการรุนแรง อาจใช้ยาฮอร์โมนเพื่อช่วยลดขนาดของก้อนเนื้อ แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดหรือวิธีอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก เพื่อลดขนาดก้อนเนื้องอก

3. มดลูกโตจากโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์

หากภาวะมดลูกโตเกิดจากโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยอาจใช้การผ่าตัดมดลูก การฉายรังสี หรือเคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อควบคุมการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

เมื่อไหร่ควรรีบไปพบแพทย์ หากสงสัยว่ามีภาวะมดลูกโต ?

หากมีอาการผิดปกติที่ต่อเนื่องหรือรบกวนการใช้ชีวิต ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงก่อนแล้วค่อยไปตรวจ เพราะภาวะมดลูกโตบางสาเหตุสามารถลุกลามและส่งผลต่อโอกาสการมีบุตรได้ในระยะยาว

  • ประจำเดือนมาผิดปกติหรือมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ : อาการอย่างประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องจนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยด่วน
  • มีอาการแน่นท้อง ท้องล่างหนัก หรือปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง : อาการเหล่านี้อาจสะท้อนว่ามดลูกมีขนาดโตขึ้นและเริ่มกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง
  • พยายามมีบุตรแต่ไม่สำเร็จ : หากพยายามตั้งครรภ์มาระยะหนึ่งแล้วไม่สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมกับความผิดปกติของประจำเดือน ควรได้รับการประเมินโดยสูตินรีแพทย์และแพทย์ด้านการเจริญพันธุ์

ปรึกษาแนวทางรักษาภาวะมดลูกโตและวางแผนการตั้งครรภ์กับ VFC Center

หากคุณมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับภาวะมดลูกโต หรือกำลังกังวลเรื่องมดลูกโตกับมีบุตรยาก ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนเริ่มวางแผนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการตรวจอัลตราซาวนด์ การประเมินโพรงมดลูก หรือการส่องกล้องตามความเหมาะสมของแต่ละคน เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาอย่างตรงจุด

สำหรับใครที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่องกล้องมดลูกเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยากรวมถึงราคา-ค่าใช้จ่าย ปรึกษาได้ที่ VFC Center ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร (V-Fertility Center) เราพร้อมดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ตั้งแต่การวินิจฉัยภาวะมดลูกโต การประเมินภาวะมีบุตรยาก ไปจนถึงการวางแผนการตั้งครรภ์และการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ห้องปฏิบัติการได้มาตรฐานสากล และมีประสบการณ์การรักษาด้วยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์มากกว่า 15 ปี

 

บทความโดย แพทย์หญิงศรมน ทรงวีรธรรม

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์ ได้ที่

VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

Hotline: 082-903-2035

LINE Official: @vfccenter

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะมดลูกโตกับมีบุตรยาก (FAQs)

โดยทั่วไปมดลูกปกติจะมีขนาดประมาณ 7-8 เซนติเมตร หากมีขนาดใหญ่กว่านี้โดยไม่ได้ตั้งครรภ์ และมีอาการร่วม เช่น แน่นท้อง ปวด หรือประจำเดือนผิดปกติ ถือว่าอาจเข้าข่ายมดลูกโตผิดปกติ และควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

มดลูกที่มีขนาดผิดปกติอาจทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างเปลี่ยนไป หรือเกิดการอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งในระยะแรกได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีเนื้องอกหรือพังผืดร่วมด้วย

ควรเริ่มจากการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ หรือ MRI จากนั้นแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา ควบคุมฮอร์โมน หรือการผ่าตัด ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ในระยะยาวได้

ควรพบแพทย์ทันทีหากมีประจำเดือนมามากหรือผิดปกติ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง รู้สึกแน่นหรือหนักบริเวณท้องล่าง หรือพยายามมีบุตรแต่ไม่สำเร็จ การตรวจตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้สามารถรักษาได้ตรงจุด และลดความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากในอนาคต

Consult with Dr. Sorramon Songveeratham at our leading fertility clinic

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสูติ-นรีเวชวิทยาและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.